5 อาหารช่วยดับกลิ่นปากแบบเร่งด่วน!!

กลิ่นปากเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนจะต้องนึกถึง เพราะเหตุว่าบางทีอาจมีผลกระทบถึงความเกี่ยวข้องระหว่างคุณกับคนใกล้ตัว ยิ่งกว่านั้นยังส่งผลให้สูญเสียความมั่นใจ และก็ลักษณะท่าทางได้ 
วันนี้พวกเรามี อาหารที่ช่วยขจัดกลิ่นปากแบบเร่งด่วนบรรเทาปัญหากลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความเชื่อมั่น จะมีอาหารจำพวกไหนบ้างพวกเราไปอ่านพร้อมๆกันเลย !!
1. 
โยเกิร์ต กลิ่นปากบางเวลาไม่ได้เป็นผลมาจากโพรงปากเพียงอย่างเดียว
อาจจะมีการเกิดจากการที่ระบบที่ทำหน้าที่สำหรับการย่อยอาหารแตกต่างจากปกติกระทั่งทำให้มีกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาการกินโยเกิร์ตจะช่วยลดจำนวนสารที่ทำให้มีการเกิดกลิ่นเหม็นในปาก เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์
2. 
สับปะรด มีกากใยมากมายอุดมไปด้วยโบรเมลินมีวิตามินบี กรดโฟลิก โพแทสเซียม โซเดียม และก็แมกนีเซียม 
นอกเหนือจากการจะช่วยทำให้เรื่องของระบบขับถ่ายแล้ว ยังสามารถช่วยขจัดกลิ่นตัวแล้วก็กลิ่นปากได้อีกด้วย
3. 
ใบสะระแหน่ มีน้ำมันหอมระเหยอย่างเมนทอล สามารถช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ช่วยทำให้ความมีชีวิตชีวาเพราะเหตุว่าเป็นสมุนไพรที่ปฏิบัติหน้าที่เหมือนนำยาบ้วนปาก 
สามารถรักษาสุขภาพโพรงปากได้ และก็ยังช่วยลดลักษณะของการปวดฟัน ดูแลแผลในโพรงปาก ที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นปาก
4. 
ส้ม คือผลไม้ประเภทหนึ่งทึ่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูงมาก แล้วก็ยังมีสารอาหารฯลฯ 
หากทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวบ่อยๆฤทธิ์ของกรดซิตริกจะช่วยกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการหลั่งน้ำลายออกมากำจัดแบคทีเรียในโพรงปาก แล้วก็ช่วยลดท้องผูกซึ่งเป็นต้นเหตุให้กำเนิดกลิ่นปากได้อีกด้วย
5. 
มะนาว กรดและวิตามินที่อุดมอยู่ในน้ำมะนาวสามารถช่วยลดกลิ่นปากได้ 
ยิ่งกว่านั้นการบดเปลือกของมะนาวที่คั้นน้ำออกมาแล้วช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเกิดกลิ่นปากให้ลดน้อยลง แต่ว่าไม่สมควรบดนานเกินความจำเป็นเนื่องจากว่าจะก่อให้ผิวเคือบฟันถูกกัดเซาะได้

5 เทคนิคทานเจอย่างไรถึงไม่อ้วน

เทศกาลทานเจเป็นเทศกาลที่จะเกิดขึ้นทุกๆปี ในตอนเดือนตุลาคม เป็นเทศกาลที่ทุกคนจะได้ทำบุญทำทาน เพราะว่าพวกเราจะไม่กินอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์เลย ซึ่งหลาย
คนก็กังวลใจว่าจะน้ำหนักเพิ่มขึ้น เหตุเพราะอาหารเจส่วนมากทำจากแป้ง หยุดความรู้สึกกลุ้มอกกลุ้มใจนั้นไว้ เพราะเหตุว่าวันนี้พวกเรามีกลเม็ดสำหรับการทานเจอย่างไรให้ไม่อ้วนมาฝากกัน จะมีเทคนิคอะไรบ้างไปดูพร้อมเลย
1. 
เลือกกินข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี ของกินชนิด ข้าวซ้อมมือ ลูกเดื่อย ขนมปังโฮลวีท และก็เมล็ดพืชต่างๆเนื่องจากเป็นของกินที่มีใยอาหารสูงก็เลยช่วยทำให้อิ่มท้องได้นาน
2. 
เลือกทานชนิดผักใบเขียว ควรที่จะทำการเลือกทานผักที่เป็นใบมากยิ่งกว่าผักที่เป็นหัว ด้วยเหตุว่าผักที่เป็นใบมีจำนวนคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าผักที่เป็นหัว ก็เลยทำให้น้ำหนักไม่ขึ้นง่ายๆ
3. 
เลือกรับประทานอาหารชนิดนึ่ง ต้ม รวมทั้งตุ๋น เลี่ยงการกินอาหารที่ทำโดยการผัดแล้วก็ทอด ด้วยเหตุว่าของกินที่ทำด้วยการผัดแล้วก็ทอดมีจำนวนน้ำมันและก็เครื่องปรุงสูง
4. 
ทานหวานให้ลดน้อยลง ควรจะหลีกเสี่ยงของกินดัดแปลงต่างๆเป็นต้นว่า เปาะเปี๊ยะ เผือกทอด เต้าหู้ทอด ของหวานอบ เบเกอรี่ต่างๆแล้วก็ของกินที่ทำมาคล้ายกับของกินธรรมดา เนื่องจากของกินพวกนั้นทำจากแป้ง 
เมื่อพวกเราทานเข้าไปมากแล้วร่างกายไม่ได้นำไปใช้งานก็จะกลายเป็นไขมันไปสะสมอยู่ตามร่างกายนั้นเอง
5. 
ไม่ควรกินอาหารที่มีรสจัด จริงๆไม่ว่าจะทานเจหรือไม่ทานเจ พวกเราก็ไม่สมควรกินอาหารที่มีรสจัด เนื่องจากของกินรสจัดต่างๆทั้ง หวาน เผ็ด เปรี้ยว หรือเค็ม 
ล้วนแล้วแต่เป็นของกินที่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย รวมทั้งที่สำคัญข้อบังคับนี้ถูกตามหลักโภชนาการด้านการแพทย์ด้วย
สำหรับใครที่ทานเจก็อย่าลืมนำเทคนิคพวกนี้ไปประยุกต์กันได้ นอกเหนือจากที่จะช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรงแล้วยังได้บุญอีกต่างหาก ส่วนใครที่ยังไม่เคยทดลองทานเจก็สามารถทดลองทานได้ รับประกันว่าคุณจะชอบใจ

อร่อยอย่างไร ให้ไม่ทำร้ายสุขภาพ กับหลากวิธีกินของหวานให้ไม่อ้วน

ขึ้นชื่อว่าของหวาน เชื่อว่าใครหลายๆ คนโดยเฉพาะผู้หญิงคงชื่นชอบมันเป็นอย่างมากอยู่แล้ว
แต่ก็ทราบกันดีว่ามันทำให้อ้วนดังนั้นจะมีวิธีรับประทานมันอย่างไรดีให้ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพแบบนั้น
ก่อนอื่นเลยสำหรับใครก็ตามที่ชื่นชอบขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจ
ต้องทานหลังอาหารเป็นประจำทุกมื้อ ให้ลองพยายามปรับการบริโภคให้น้อยลงมา
เช่นเหลือแค่วันละมื้อ หรือว่า 1-2 วันต่อมื้อก็จะเป็นเรื่องดี
เพราะการที่เราทานของหวานอยู่บ่อยๆ ร่างกายของเราก็จะต้องการความหวาน
แต่ถ้าเกิดว่าลดลงไปสักระยะ ให้ร่างกายได้คุ้นชิน
บางทีความอยากของหวานก็อาจจะลดลงไปอย่างเห็นได้ชัดเลยก็ได้
สำหรับการทานของหวานให้ไม่อ้วน
อย่างแรกเลยก็ควรต้องรู้ปริมาณแคลอรี่ในของหวานชิ้นนั้นๆ ก่อน
ถ้าหากว่าเป็นขนมซองหรือขนมห่อต่างๆ
มันสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วที่ข้อมูลโภชนาการที่ระบุเอาไว้บนบรรจุภัณฑ์
แต่ในกรณีที่เป็นขนมที่เสิร์ฟตามร้าน ไม่ได้ระบุเอาไว้ ก็ให้ลองศึกษาเพิ่มเติมกันดูเอาเอง
ให้เน้นขนมที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบให้น้อยที่สุดเข้าไว้จะเป็นเรื่องดี
สำหรับขนมที่มีส่วนผสมของน้ำตาลหรือว่าครีม ให้เรากำจัดบางส่วนออกไป
เพราะว่ามันจะลดพลังงานที่ร่างกายจะได้รับไปพอสมควร
นอกเหนือไปจากนี้แล้วการรับประทานขนมต่างๆ
โดยที่ลดปริมาณลงก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดี อย่างเช่นถ้าปกติแล้วเราจะทานเค้ก 1 ชิ้น,
ขนมปัง 1 แผ่น หรือว่าไอศกรีม 1 สกู๊ป ให้ลดลงมาเหลืออย่างละครึ่ง
หรือจะให้ดีเหลือแค่หนึ่งใน 3 หรือว่าหนึ่งใน 4 เลยก็ได้
นี่ก็จะช่วยลดแคลอรี่ได้มาก แถมยังได้ชิมขนมหวานต่างๆ
ได้อย่างครบถ้วนอีกด้วย ส่วนที่เหลือก็เก็บเอาไว้สำหรับมื้อหน้าก็ยังได้
การรับประทานอาหารมื้ออื่นๆ ระหว่างวัน
ถ้าเป็นไปได้ก็ให้งดแป้งและน้ำตาลไปด้วยก็ดี
โดยมื้อเช้าให้เน้นไปที่ผักและอาหารประเภทโปรตีนไปเลยก็ได้
ขณะที่ช่วงเวลาระหว่างวันก็ให้ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆ
จะช่วยให้ร่างกายของเราไม่หิวมากจนเกินไป
สำหรับใครก็ตามที่ไม่ขี้เกียจจนเกินไป
และคิดว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดีสำหรับชีวิต แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็อย่าได้ขาด
หลังจากที่ทานขนมหวานกันเสร็จแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ เช่นสัก 15 นาที
ก็ออกไปเดินเล่นสัก 10 นาที เพื่อให้ร่างกายได้ย่อย
และไม่ให้ไขมันมาสะสมที่หน้าท้อง, ต้นขา หรือว่าสะโพก
จากนั้นเมื่อมีเวลาว่างหลังทานของหวานนั้นไปแล้วสัก 5 ชั่วโมง
ให้หาโอกาสออกกำลังกายสัก 30 นาที
เพื่อกำจัดน้ำตาลและแป้งที่ร่างกายเราได้รับ
ก่อนที่มันจะแปรสภาพเป็นไขมันไปอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเรา
นี่แหละคือหลากหลายวิธีที่จะช่วยให้การกินของหวานไม่ทำให้เราอ้วนเกินความจำเป็น ลองนำไปปรับใช้กันดูได้เลย…

หลังจากออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ ควรรับประทานอะไรดี

การออกกำลังกายมีข้อดีหลายอย่างกับตัวเรา
แต่ทุกอย่างที่ทำมาอาจพังได้ถ้าเรารับประทานอาหารหลังออกกำลังกายไม่ถูกต้อง
เรามาดูกันดีกว่าว่าควรต้องทานอะไรกันดีถึงจะเหมาะสม

ก่อนอื่นเลยต้องยอมรับกันก่อนว่าการออกกำลังกายนั้นจะทำให้เราหิวอย่างแน่นอ
น มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะว่าร่างกายสูญเสียพลังงาน
บางคนที่ต้องการลดน้ำหนักอาจจะคิดว่าการรับประทานอาหารหลังออกกำลังกายเ
ป็นสิ่งไม่จำเป็น นั่นคือความคิดที่ผิด เราจำเป็นต้องรับประทานอาหาร
แต่ก็ควรทำให้มันถูกต้อง

สิ่งแรกที่ต้องนึกถึงหลังออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ ก็คือการเติมน้ำให้กับร่างกาย
ระหว่างออกกำลังกายเราจะสูญเสียน้ำไปมาก ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดก็คือน้ำเปล่า
แต่อย่าได้รีบดื่มเข้าไปแบบอึกใหญ่เลยล่ะ ให้ค่อยๆ จิบไปเรื่อยๆ
เพื่อรักษาสมดุลในร่างกายก็พอแล้ว
ไม่แน่ว่าถ้าดื่มน้ำเข้าไปจนเพียงพอต่อความต้องการ
ความหิวของเราก็อาจจะลดลงไปด้วย

อาหารที่ให้พลังงานคาร์โบไฮเดรตก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายหลังออกกำลังกายเ
สร็จใหม่ๆ ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดก็คงเป็นขนมปังโฮลวีท
เราควรรับประทานเข้าไปเพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เราหักโหมออกกำ
ลังกายออกไป ขณะที่กล้วยหอมก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ
เพราะมีทั้งคาร์โบไฮเดรต มีทั้งโปรตีน รวมไปถึงวิตามินซีอีกด้วย
การรับประทานกล้วยหอมจะช่วยให้ร่างกายของเราสดชื่นขึ้น
แถมยังอิ่มท้องไม่ต้องทนหิวอีกด้วย

อาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่เหมาะสมในการรับประทานก็มีเนื้อหมูที่ไม่ติดมัน
หรือว่าจะเป็นอกไก่ก็ได้ สิ่งต่างๆ
เหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนอย่างพอเพียง
โดยที่ไม่ไปเพิ่มไขมันในร่างกายของเรา
และก็แน่นอนว่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์แบบนี้

เมื่อรับประทานเข้าไปก็ย่อมอิ่มท้องอยู่แล้ว
เป็นทางเลือกที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้เลย

ขณะเดียวกันก็มีอาหารหลากหลายประเภทที่เราควรหลีกเลี่ยงด้วย
หลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ
เราอาจจะมีความหิวแต่ก็อย่าให้มันมาครอบงำจนทำให้เราเผลอไปทานอาหารประ
เภทฟาสต์ฟู้ด, ขนมขบเคี้ยว หรือว่าขนมหวานต่างๆ
เพราะจะทำให้สิ่งที่เราออกกำลังกายกันมาแทบไร้ความหมายไปเลย
พยายามหลีกเลี่ยงเข้าไว้จะเป็นดีที่สุด

นี่ก็คือคำแนะนำสำหรับอาหารที่ควรรับประทานหลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จใหม่
ๆ ซึ่งก็เชื่อว่าน่าจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับคนรักสุขภาพ
ซึ่งไม่อยากให้การออกกำลังกายนั้นสูญเปล่า
การรับประทานอาหารให้ถูกต้องนี่แหละคือหนึ่งในกุญแจสำคัญ
ลองนำไปปรับใช้แล้วสุขภาพจะดีขึ้นมาเอง…

ใบบัวบก พกไว้ไม่ช้ำใจ

บัวบก หรือชื่อท้องถิ่น ผักหนอก (ภาคเหนือ) และ ผักแว่น(ภาคใต้) จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดในแถบเอเชีย
เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีกลิ่นฉุน มีรสขมหวาน มีฤทธิ์เป็นยาเย็นและมีสรรพคุณเด่นในการช่วยแก้ช้ำใน
อย่างไรก็ตาม บัวบก ไม่ได้มีดีแค่การแก้ช้ำในเพราะยังมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคหลายชนิด อาทิเช่น โรคลมชัก
โรคผิวหนัง ท้องเสีย ท้องอืด แผลในกระเพาะอาหารมีฤทธิ์กล่อมประสาท ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ
ช่วยลดความอ่อนล้าของสมอง เป็นต้น
นอกจากนี้ บัวบกยังมีสารชนิดหนึ่งซึ่งช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง สมานแผล
ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นและยังสามารถระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดหนอง เกิดสิวอักเสบ ด้วย
วิธีการรักษาสิวด้วย บัวบก ก็แค่นำบัวบกไปล้างให้สะอาด 3-5 ต้น แล้วนำมาปั่นให้ละเอียด ผสมน้ำเล็กน้อยแล้วนำมาพอกหน้า
จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด รักษาควบคู่ไปกับการทานบัวบกจะทำให้ผิวหน้าฟื้นฟูได้ไวยิ่งขึ้น
ส่วนวิธีทำน้ำบัวบกควรเลือกใช้ใบบัวบกที่แก่กว่ากินเป็นผักสดโดยใช้ทั้งรากนำมาล้างน้ำทำความสะอาด ตัดเป็น 2-3 ท่อน
ก่อนนำมาบด คั้นน้ำแรกโดยผสมน้ำกับใบบัวบกที่บดแล้วนำกากที่เหลือมาคั้นน้ำที่สอง
เพื่อให้ได้ตัวยาสมุนไพรที่ยังเหลืออยู่จากนั้นกรองน้ำบัวบกด้วยผ้าขาวบาง
หลังกรองจะมีกากให้ทิ้งไป ให้รินเฉพาะน้ำส่วนใสๆ มาดื่มหรือจะเพิ่มน้ำเชื่อมที่ทำมาจากน้ำต้มใบเตย
จะทำให้น้ำบัวบกอร่อยมากขึ้น โดยน้ำบัวบกต้องคั้นใหม่ๆจากใบสดๆ และไม่ควรเก็บน้ำที่คั้นได้ไว้นาน
หรือควรแช่เย็นเก็บไว้กระนั้นแม้ บัวบก จะมีสรรพคุณหลากหลาย
แต่การรับประทานควรพิจารณาพื้นฐานของร่างกายอย่ามองแต่สรรพคุณเพียงอย่างเดียว
เพราะบัวบกไม่เหมาะกับคนที่มีภาวะเย็นพร่อง หรือขี้หนาวท้องอืดบ่อยๆ ใครเป็นดังที่บอก Say No จากบัวบกได้เลย
อีกทั้งการรับประทานบัวบกในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุลได้ เพราะเป็นยาเย็นจัด
แต่ถ้ารับประทานในขนาดที่พอดีจะไม่มีโทษต่อร่างกายและได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งให้เต็มที่แค่วันละ 50 มิลลิตร
ส่วนใครที่กินบัวบกเป็นผักจิ้มครั้งละ 10-20 ใบต่อสัปดาห์ไม่ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ถ้ากินติดต่อกัน 10 วัน
อาจจะเป็นพิษต่อร่างกายได้ และไม่ควรเก็บบัวบกมาแค่ใบเพราะจะทำให้ได้ตัวยาสมุนไพรมาไม่ครบให้ถอนมาทั้งต้นและราก
เพราะในส่วนของรากบัวบกจะมีตัวยาสมุนไพรอยู่ด้วยและไม่ควรนำใบบักบกไปตากแดดเพื่อทำให้แห้ง
เพราะจะทำให้สูญเสียตัวยาสมุนไพรซึ่งอยู่ในน้ำมันหอมระเหยได้โดยให้ผึ่งลมตากไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก เมื่อแห้งแล้ว
ให้นำมาใส่ขวดปิดฝาให้สนิทป้องกันความชื้น…

แนะนำอาหารเสริมคุมน้ำหนักปลอดภัย

อาหารเสริมถือเป็นตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนักให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
เหมาะสำหรับผู้ที่มีสไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบไม่มีเวลาดูแลตัวเองซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมองข้าม
ดังนั้นการรับประทานอาหารเสริมจึงเป็นทางเลือกที่ดี
ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายแบบครบถ้วน
โดยปัจจุบันนั้นมีอาหารเสริมเพื่อช่วยในการคุมน้ำหนักออกมามากมาย
หลายยี่ห้อ ซึ่งในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภคควรที่จะตรวจสอบให้ดีเสียก่อน
อันดับแรกคือเรื่องของการรับรองจากคณะกรรมการองค์กรอาหารและยา
เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าใช้แล้วปลอดภัยอย่างแน่นอน
วันนี้เราจะมาแนะนำอาหารเสริมที่ช่วยสำหรับการคุมน้ำหนักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐานมากฝากกัน
1. Amado S Garcinia
อาหารเสริมสำหรับการลดน้ำหนัก
มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ 100%
ด้วยคุณค่าจากสารสกัดของผลส้มแขก ที่มีสาร HCA
หรือสารไฮดรอกซีซิตริกแอสิดอยู่เป็นจำนวนมาก
ซึ่งสารที่ว่านี้เป็นสารที่มีคุณสมบัติที่ดีในการเข้าไปสกัดและยับยั้งการสะสมของไขมันส่วนเกินในร่างกาย
และยังช่วยทำให้รู้สึกอิ่มไว้รับประทานอาหารได้น้อยลง
ซึ่งสาเหตุมาจาก ผงบุกทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้นการทานอาหารจุกจิกน้อยลง
2. Itcha Slim
อาหารเสริมสำหรับลดน้ำหนักได้มาจากการสกัดเมล็ดกาแฟไม่คั่ว
ผงสัปปะรส และสารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล
มีส่วนช่วยในการปรับระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้นอีกทั้งยังช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น
โดยไม่ใช้สารกดประสาทที่ทำให้เป็นอันตรายเพราะมีส่วนผสมจากไฮเลี่ยมฮัสก์
ซึ่งมีคุณสมบัติในการพองตัวสูงเมื่อแช่กับน้ำจะช่วยให้พองตัวได้ถึง 25
เท่า นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วย สารสกัดจากธรรมชาติ 9
ชนิดที่ดักจับไขมันที่เข้ามาในร่างกายกระตุ้นการเผาผลาญและส่งเสริม
การสร้างกล้ามเนื้อช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับมากยิ่งขึ้น
และยังช่วยในการปรับสมดุลของร่างกายระบบขับถ่ายดีขึ้น
3.Block 4 Slim by Giffarine
อาหารเสริมสำหรับควบคุมน้ำหนักจาแบรนด์ดังที่เราคุ้นหูกันอยู่แล้วอย่าง Giffarine
ที่รับได้รับการการันตีคุณภาพและมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน
โดยเจ้าตัวนี้มีส่วนประกอบที่สกัดมาจากธรรมชาติอย่างถั่วขาว,
ถั่วเหลือง ช่วยให้ดูดซึมน้ำตาลได้เป็นอย่างดี
ทำให้ร่างกายไม่มีการสะสมไขมัน
และยังช่วยปรับในเรื่องของระบบเผาผลาญของร่างกายและขับถ่ายด้วย
4.Denim Plus
อาหารเสริมควบคุมน้ำหนักที่มาในรูปแบบแคปซูล
ทำให้รับประทานง่าย สกัดมาจากธรรมชาติอย่างต้นตะบองเพชรอินเดีย
ไคโตซาน เมล็ดกาแฟเขียว ถั่วขาว
ที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการลดการดูดซึมแป้ง น้ำตาล และไขมัน
ไม่ให้เข้าไปสะสมในร่างกาย
ช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวกพร้อมกับมีการรับรองจาก 3 สถาบันอย่าง
“อย”, “ฮาลาล” และ “GMP
5.Garcinia Plus+ Natual Code
อาหารเสริมสำหรับควบคุมน้ำหนักจาก Natual Code
ที่ทำออกมาในรูปแบบของแคปซูล
ซึ่งจะอุดมไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติอย่าง อย่างส้มแขก และ มังคุด
มีสรรพคุณที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายดึงไขมันเก่าที่มีการสะสมอยู่มาใช้
และหยุดการสะสมของไขมันใหม่
ช่วยในการกระตุ้นการขับถ่ายให้เกิดการขับถ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
แถมยังมีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหารไม่มีส่วนผสมจากคาแฟอีน
และได้รับการรับรองจาก อย. และ GMP…

ทานผลไม้อะไรช่วยลดความอ้วนได้ดี

การดูแลสุขภาพนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ
เพราะโรคภัยนั้นพร้อมที่จะมาเยือนคุณได้เสมอ เมื่อล้มป่วยแล้ว
เงินทองที่หามาได้ ไม่อาจจะซื้อชีวิตของคุณได้เช่นเดียวกัน
ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าหลายคนหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพกันมา
กขึ้น
ถ้าพูดถึงการรักสุขภาพสิ่งแรกที่นึกออกคือการลดน้ำหนัก
แต่จริงๆ แล้วจุดประสงค์ไม่ใช่แค่น้ำหนักตัวอย่างเดียว
แต่เป็นการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงมากกว่า
และแน่นอนตัวช่วยที่จะทำให้คุณสุขภาพแข็งแรง
นั้นคือการรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์

ซึ่งผลไม้คืออาหารหลักที่เข้ามาทดแทนการทานขนมหรือของหวาน
วันนี้เราจะมาแนะนำผลไม้ที่ช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนักได้ดีจะ
มีอะไรบ้างไปดูกัน
1.มะละกอ
มะละกอสุขเป็นผลไม้ที่ทานได้ง่าย และยังหาได้ไม่ยากอีกด้วย
สำหรับมะละกอนั้นเต็มไปด้วยสารเบต้าเคโรทีน
พร้อมกับมีไฟเบอร์หรือใยอาหารสูง ทำให้ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย
แถมยังป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย
2.ฝรั่ง
ฝรั่งจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน
ประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งแร่ธาตุ วิตามิน,
ไฟเบอร์สูงอีกด้วย ในฝรั่ง 1 ลูกนั้นให้พลังแคลอรี่แค่เพียง 45
กิโลแคลอรี่เท่านั้น มีสรรพคุณช่วยในเรื่องการลดน้ำหนัก
เพิ่มระดับไขมันดีในร่างกาย ระบบไหลเวียนในร่างกายไม่ติดขัด

ทำให้หัวใจแข็งแรง ออกกำลังกายได้เต็มที่
นอกจากนี้ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
3.แอปเปิ้ล
แอปเปิ้ล คือผลไม้ที่อุดุมไปด้วยวิตามินมากมาย หลากหลายชนิด
สามารถทานเป็นของว่างได้เหมือนกับผลไม้ชนิดอื่นๆ
โดยเฉพาะแอปเปิ้ลเขียว
ที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการควบคุมน้ำหนักลดอาการหิวบ่อย
หิวตลอดเวลา และยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย
ดักจับคอเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
4.สัปปะรด
สัปปะรดเป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยเอนไซม์และเส้นใยอาหาร
ส่วนสามารถช่วยในเรื่องกระบวนการย่ออาหารทำให้ขับถ่ายได้ดี
พร้อมกับมีวิตามินซีสูงอีกด้วย นอกจากนี้ว่ากันว่า สัปปะรด
นั้นมีส่วนช่วยไม่ให้พุงโต ต้องหามาทานแล้วล่ะ
5.แก้วมังกร
แก้วมังกร ผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง
แน่นอนว่าจะช่วยในเรื่องของการขับถ่าย
และกำจัดไขมันเสียในร่างกาย
พร้อมกับทำให้รู้สึกอิ่มท้องเมื่อทานเข้าไป โดย แก้วมังกร 1 ลูก
นั้นมีพลังงาน 66 กิโลแคลอรี่
ทำให้เหมาะสมสำหรับคนที่กำลังลดความอ้วน
6.กล้วย

ถ้าพูดถึงกล้วยหลายคนอาจจะกลัวว่าเพราะเจ้าผลไม้ชนิดนี้ขึ้นชื่อในเรื่
องของการให้พลังงานอยู่แล้ว

แต่ทว่ากล้วยนั้นอุดุมไปด้วยสารอาหารมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
คนที่ลดน้ำหนักออกกำลังกายหนักๆ
กล้วยก็เข้าไปช่วยในเรื่องของการบำรุงกล้ามเนื้อไม่ให้อ่อนล้าได้ด้วยเ
ช่นกัน…

มะระ ขมเป็นยา รักษาโรคสารพัด

มะระ จัดเป็นพันธุ์ไม้เลื้อยเขตร้อน
เป็นพืชผักอาหารที่อยู่คู่กับคนเอเชียมานาน โดยจะแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ นั่นคือ มะระขี้นก, มะระสองพี่น้อง, มะระย่างกุ้ง และ
มะระจีน ซึ่ง มะระจีน จะเป็นที่นิยมนำมารับประทานมากที่สุดอย่างไรก็ตาม ด้วยรสชาติที่ขมติดคอ ทำให้ มะระ
มักไม่เป็นที่นิยมรับประทานของเด็กทั่วไป และผู้ใหญ่บางราย
ทั้งแบบ ขี้นก ที่ขมเอาเป็นเอาตาย หรือจะแบบ จีนที่ยังพอสามารถเอามาผ่านกรรมวิธีเพื่อลดความขมลงได้
โดยวิธีลดความขมของมะระ
ก่อนนำไปประกอบอาหารให้นำมาแช่น้ำเกลือในอัตราส่วนเกลือ 1 ช้อนชา กับน้ำ 1 ลิตร โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
เสร็จแล้วให้เทน้ำทิ้ง แล้วนำมาแช่น้ำเปล่าอีกครั้งประมาณ 10 นาที ขณะเดียวกันเมื่อนำไปประกอบอาหารด้วยการทำต้มอย่างจืด
ไม่ควรจะเปิดฝาทิ้งไว้หรือคนบ่อยๆ เพราะจะทำให้มะระขมนั่นเองนอกจากนี้เรายังสามารถลดความขมได้ตั้งแต่เลือกซื้อมะระ
ให้เลือกซื้อที่หนามมีลักษณะอ่อนนิ่ม เพราะจะเป็นมะระอายุน้อยไม่ขมมากจนเกินไป
นอกจากนี้เรายังไม่ควรรับประทานมะระที่ผลสุก(ผลสุกจะมีสีแดง แตกต่างกับผลแก่สีเขียว)
เพราะอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เพราะมีสารซาโปนินซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย
และที่สำคัญไม่ว่าจะสุกหรือดิบก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากจนเกินไป เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
กระนั้นท่ามกลางรสชาติที่ขมติดคอมะระกลับเป็นพืชไทยแท้ที่มีสรรพคุณรักษาโรคแบบครอบจักรวาล
โดยเฉพาะที่มีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด มีฤทธิ์การต้านเชื้อ HIVหรือเชื้อเอดส์ และมีฤทธิ์ต้านทานมะเร็ง เรียกได้ว่าเจ๋งเป้ง
เท่านั้นไม่พอ หากนำใบมะระมาต้มดื่มยังสามารถช่วยแก้ไข้หวัด บำรุงน้ำดี ดับพิษฝี แก้ปากเปื่อย
แก้ตับม้ามพิการ แก้อักเสบ ฟกช้ำบวมและหากนำน้ำที่ต้มใบมะระมาใช้ทาภายนอก จะช่วยแก้ผิวแห้ง
ลดอาการระคายเคือง อักเสบส่วนคนที่เป็นงูสวัด ให้คั้นน้ำมะระผสมน้ำส้มสายชู
ทาบริเวณที่เป็น อาการจะดีขึ้นและหากกินติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่อง
จะสามารถลดอาการเบาหวานได้ อีกทั้งเมล็ดรสขมจัดยังช่วยขับพยาธิตัวกลม และรากที่ขมก็ให้ต้มดื่ม แก้ไข้
รักษาโรคริดสีดวงทวาร
ดังนั้น สำหรับผู้ที่เป็นสายรักสุขภาพ มะระ
ถือเป็นพืชผักที่จะขาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะในมะระ 1
ถ้วย ประกอบไปด้วย วิตามินเอ 9%, วิตามินบี 1 2%, วิตามินบี 2
2%, วิตามินบี 3 2%, วิตามินบี 5 2%, วิตามินบี 6 2%, วิตามินซี
130%, โฟเลต 17%, ธาตุแคลเซียม 2%, ธาตุเหล็ก 2%,
ธาตุแมกนีเซียม 4%, ธาตุฟอสฟอรัส 3%, ธาตุทองแดง 2% และ
ธาตุสังกะสี 5% รับประทานแต่พอเหมาะ รับรองอร่อยเหาะแน่นอน…

อาหารบำรุง เพื่อคนนอนน้อย ดูบอล ดูซีรี่ส์ ต้องอ่าน!

หากคุณมีเหตุจำเป็นให้ต้องนอนดึกหรือนอนน้อย จนรู้สึกอ่อนเพลีย
อย่าปล่อยให้อาการแบบนี้เกิดกับคุณนานๆ เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพอนั้น
เปรียบเสมือนเป็นการตัดช่วงเวลาในการทำการซ่อมแซมและสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง
ๆ ของร่างกายให้น้อยลง แต่ไม่ต้องห่วง ถ้ารู้จักอาหารมาบำรุงกัน ก็จะดีขึ้นได้
เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับวันใหม่ เราไปดูกันเลย
1. เนื้อปลา ไก่ ไข่ เต้าหู้และถั่วเหลือง
คนนอนดึกมักมีสมองที่เหนื่อยล้าจึงต้องการสารอาหารจำเป็นเข้าไปช่วย
และสารอาหารที่ว่านี้ก็คือ โคลีน ซึ่งมีมากในเนื้อไก่ ไข่ ไข่แดง ถั่วเหลือง และเต้าหู้
เมื่อได้รับสารอาหารไปบำรุง สมองก็จะเกิดความตื่นตัวขึ้นในตามที่พักผ่อนน้อยๆ
2. ผักและผลไม้
การรับประทานผักสดและน้ำผลไม้คั้นสดๆ ช่วยเพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี
เนื่องจากผักและผลไม้จะมีวิตามินซีและวิตามินบีอยู่พอสมควร
อีกทั้งยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของต่อมไพเนียล
ที่เมื่อร่างกายไม่ได้พักผ่อนจะเกิดการเสื่อมประสิทธิภาพ
3. ข้าวกล้องงอกและธัญพืช
ในข้าวกล้องงอกและธัญพืชจะมีสารกาบ้า ที่ร่างกายต้องการ
ในยามที่ร่างกายได้พักผ่อนน้อยๆ กาบ้าจะเข้าไปช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นนอกจากนี้
วิตามินบีที่อยู่ในอาหารเหล่านี้จะยิ่งช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทและสมองตื่นตัวดีขึ้น
4. น้ำ
การดื่มน้ำเปล่ามีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าที่คุณคิด
เพราะน้ำจะเข้าไปช่วยให้ปริมาณออกซิเจนในร่างกายเพิ่มขึ้น
ทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น
แต่น้ำที่จิบในระหว่างวันนี้ควรต้องเป็นน้ำในอุณหภูมิห้อง
เพราะร่างกายจะดูดซึมไปไหลเวียนในเลือดได้ง่ายกว่าน้ำเย็น
5. น้ำใบบัวบก
เพราะการนอนไม่พอบ่อย ๆ อาจทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการอักเสบตามบริเวณต่างๆ
ได้ง่ายขึ้น ซึ่งน้ำใบบัวบกจะเข้าไปช่วยลดความเสี่ยงอาการอักเสบเหล่านี้ได้ ดังนั้น
หากใครนอนน้อยนอนไม่หลับติดต่อกันหลายๆ วัน ให้มองหาน้ำใบบัวบกคั้นสดๆ ได้เลย
6. ถั่วชนิดต่าง ๆ
ในวันที่คุณนอนน้อย นอนไม่พอแบบนี้ ลองหาถั่วมานั่งกินเล่น
เพราะถั่วนั้นอุดมไปด้วยโปรตีนและแร่ธาตุค่อนข้างสูง แถมยังมีโพแทสเซียม
ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมองอีกด้วย
อาหารที่เราได้แนะนำไปนั้น สามารถช่วยได้ในทางอ้อม ทางที่ดีที่สุด
ก็ควรที่จะพักผ่อนให้ครบวันละ 7-8 ชั่วโมง กินอาหารที่เป็นประโยชน์ ครบ 5 หมู่
และอย่าลืมออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง…

ข้อดีของการดื่มชา ประโยชน์ที่ส่งผลถึงสุขภาพผู้ดื่ม

ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานหลายพันปี
ซึ่งมันมีประโยชน์สารพัดมาก
ใครที่ยังไม่เคยรู้ว่ามันส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างไรก็ควรจะศึกษากันเอาไว้

การดื่มชาในช่วงอากาศร้อนนั้นจะช่วยให้ร่างกายของเราสดชื่น
ด้วยสารในใบชาที่มีชื่อว่าโพลีฟีนอล, กรดอะมิโน รวมไปถึงคาร์โบไฮเดรต
ซึ่งสารเหล่านี้เมื่อไปทำปฏิกิริยากับน้ำลายของเรา
มันก็จะช่วยให้ความร้อนส่วนเกินในร่างกายนั้นกระจายออกไป
จนทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นมานั่นเอง

ชายังช่วยให้ผู้ดื่มมีสุขภาพแข็งแรงอีกด้วย
เนื่องจากชาจะช่วยขับสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
ทำให้ร่างกายของเรากระปรี้กระเปร่า ชะลอความชราได้ดียิ่งนัก
ขณะที่ระบบประสาทก็จะทำงานได้ดีจากสารกาเฟอีนในใบชา
ซึ่งจะช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตนั้นทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งระบบหมุนเวียนโลหิตที่ทำงานดีขึ้นนั้นก็จะช่วยให้ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเ
ส้นเลือดหัวใจตีบด้วย เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายขึ้น
อาการกล้ามเนื้อหัวใสขาดเลือดก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงมาก

การดื่มชาเป็นประจำจะช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันในร่างกายสะสมมากเกินไปจนกลา
ยเป็นส่วนเกิน
ขณะที่ชาเขียวนั้นถ้าหากว่าดื่มเป็นประจำก็จะช่วยให้ระดับของคอเลสเทอรอลในเ
ลือดนั้นลดน้อยลงได้อีกด้วย

นอกเหนือจากการบริโภคแล้ว ใบชาก็ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย
โดยเฉพาะการดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์
โดยคนโบราณนั้นมักจะนำเอาใบชาใส่ลงไปในโลงศพ
เพื่อให้กลิ่นเหม็นจากศพนั้นลดน้อยลงไป

แม้ว่าจะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้
แต่การบริโภคชาก็มีข้อที่ควรระวังด้วยเช่นกัน
เพราะหากว่าดื่มมากจนเกินไปก็อาจจะทำให้นอนไม่หลับ, นอนหลับยาก
หรืออาจเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังไปเลยก็ได้
เพราะว่าชานั้นมีสารกาเฟอีนที่จะกระตุ้นประสาท ทำให้ร่างกายตื่นตัว
และไม่ง่วงนอน จึงควรดื่มแต่พอดีๆ
และควรเลี่ยงการดื่มชาในช่วงเวลาที่ใกล้จะเข้านอน

สำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านหัวใจ รวมถึงความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา
เพราะว่าสารกาเฟอีนในชานั้นจะทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วขึ้น
ทำให้หลอดเลือดนั้นหดตัว
เลือดอาจจะไปเลี้ยงสมองไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่มากอย่างที่ร่างกายต้องการ
ขาดความสม่ำเสมอ จนกลายเป็นผลเสียไป

อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วชาก็ยังถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่มากด้วยประโยชน์อยู่ดี
มันอยู่ที่คนดื่มว่าจะควบคุมปริมาณอย่างไร
เพราะโดยทั่วไปแล้วคนเราไม่ควรได้รับสารกาเฟอีนมากไปกว่าวันละ 200
มิลลิกรัม ซึ่งเทียบแล้วก็เท่ากับชาประมาณ 5 ถ้วย ถ้ามีความพอดี
ประโยชน์จากชาจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ดังนั้นใครที่ชอบดื่มชาอยู่แล้วก็ขอให้มีความสุขกับการดื่มชากันต่อไป
ขอให้ได้รับประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่…