พวงตุ้มหู ไม้ประดับที่มากด้วยคุณค่า

พวงตุ้มหู หลายท้องถิ่นในประเทศไทยอาจปลูกเป็นไม้ประดับ
เนื่องจากเป็นไม้พุ่มที่มีลักษณะค่อนข้างสวยงาม สูงประมาณ 50-100 เซนติเมตร
เหมาะสำหรับปลูกเป็นแนวรั้วบ้าน
แถมผลกลมแดงยังตัดกับสีเขียวของใบได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม นอกจาก พวงตุ้มหู จะเป็นไม้ประดับได้แล้ว
น้อยคนนักจะทราบว่านี่คืออีกหนึ่งสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาอัน
เป็นคุณค่านานับการ เรียกได้ว่า “เล็กพริกขี้หนู”
เพราะคุณค่านั้นมีอยู่รอบตัวสำหรับพืชชนิดนี้
โดยนอกจากชื่อเรียกทางการว่า “พวงตุ้มหู” แล้วสมุนไพรไทยชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ
ตามแต่ละท้องถิ่นแตกต่างออกไป อาทิเช่น เข้าพรรษา (น่าน),
ตุ้มไก่ (เลย), พวงตุ้ม (นครราชสีมา) และ ตีนเป็ด เป็นต้น
ส่วนลักษณะของ พวงตุ้มหู จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม
เปลือกต้นและก้านใบเป็นสีแดง ผิวเรียบ
แตกกิ่งก้านน้อยช่วงปลายยอด ชอบขึ้นในที่ร่ม
พบได้ตามป่าเบญจพรรณและป่าชื้นทั่วไปในประเทศไทย ดังนั้น
หากไม่ใช่นักพืชศาสตร์ที่เชี่ยวชาญ
อาจไม่รู้ถึงความพิเศษของพืชชนิดนี้ขณะที่ ใบพวงตุ้มหู เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับ
ลักษณะของใบเป็นรูปรี ปลายใบกลมมน โคนใบสอบหรือมน
ส่วนขอบใบหยักตื้น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 2.5-7 เซนติเมตร
ลักษณะของใบค่อนข้างอวบน้ำ หลังใบและท้องใบเรียบ
ผิวใบด้านบนมีจุดตามแผ่น ก้านใบมีขน ยาวได้ประมาณ 3-10มิลลิเมตร ขณะที่ ดอกพวงตุ้มหู จะออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ
ช่อละหลายดอก ก้านดอกยาวเกือบเท่ากัน
ลักษณะคล้ายซี่รุ่มแต่หัวห้อยลง
กลีบดอก มีลักษณะเป็นรูปไข่ สีชมพูอมม่วง มี 4-5 กลีบ
โคนกลีบเชื่อมติดกัน กลีบซ้อนกัน และมักจะบิดเวียน
ส่วนกลีบรองกลีบดอกเป็นรูปไข่กว้าง มี 4-5 กลีบ
เมื่อดอกบานจะมีขนาดกว้างประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร
เกสรเพศผู้ก้านสั้น เรียงชิดติดกันมี 5 อัน รังไข่กลม
ส่วนปลายเป็นท่อยาว จะออกดอกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคม
ถึงเดือนกันยายน ของทุกปี
ปิดท้ายที่ ผลพวงตุ้มหู ผลจะมีลักษณะกลม ผิวผลมัน
มีจุดประปราย ผลอ่อนเป็นสีเขียว
เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.5-0.7 เซนติเมตร สามารถใช้เป็นอาหารของสัตว์ป่าและนกด้วย
แถมลำต้นยังใช้ทำเครื่องจักสานได้ด้วย
แต่สิ่งที่เราต้องการจะบอกกล่าวจริงๆ ในบทความนี้
คือสรรพคุณของ พวงตุ้มหู
ที่ในตำรายาไทยจะใช้รากพวงตุ้มหูเป็นยาแก้ไข้
และใช้ใบเป็นยาแก้ไอ เพราะใบและกิ่งพวงตุ้มหู พบสาร
catechin, gallic acid, quercetin, protocatechuic acid และ p-coumarinic acid
นอกจากนี้ ใบและกิ่งพวงตุ้มหู ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
และลดปริมาณการสร้างสารอนุมูลอิสระไนตริกออกไซด์ได้ด้วย
แต่เรื่องนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนทดลอง หากสำเร็จเป็นไปตามคาด
นี่จะเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์กำจัดมะเร็งอีกตัว…

5 เครื่องดื่มสุนไพร แก้ปวดประจำเดือน

ปัญหาที่ผู้หญิงอย่างเราต้องพบเจอกันเป็นประจำทุกเดือนนั้นก็ คือ
“ปวดท้องประจำเดือน” ซึ่งจะมีอาการในช่วง 1-2 วันแรกที่ประจำเดือนมา
เพียงแค่ทานยาอาการก็จะหาย แต่หากคุณไม่อยากทานยาด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่
และก็ไม่อยากทนกับอาการปวดประจำเดือนล่ะก็
เพียงแค่ลองทานชาสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้
1. ใบสะระแน่
เพียงแค่นำใบสะระแน่แห้งมาต้มกับน้ำเปล่า ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ดื่มวันละ
3 เวลา ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้
2. ขมิ้น
ขมิ้น มีสรรพคุณที่ช่วยบำรุงและลดอาการอักเสบของมดลูก
นอกจากนั้นยังสามารถช่วยลดการปวดประจำเดือนได้อีกด้วย
เพียงแค่น้ำผงขมิ้นมาชงกับน้ำร้อน หรือ

ใช้ขมิ้นสดหั่นเป็นชิ้นแล้วทุบให้แตกต้มในน้ำเดือน รอให้อุ่นแล้วค่อยๆ จิบ
ก็จะช่วยให้อาการดังกล่าวดีขึ้นมาได้
3. ว่านหางจระเข้
นำวุ้นของว่านหางจระเข้มาทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้นนำไปต้มกับน้ำเปล่า
แล้วนำมาดื่มทุกวันหลังอาหารเช้า ก็จะช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้
เนื่องจากว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการตกไข่ให้เป็นปกติ
จึงช่วยลดการปวดประจำเดือนได้
4. ลูกผักชี
นำลูกผักชี้มาต้มกับน้ำเปล่า แล้วดื่มวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร
ก็จะช่วยลดการปวดประจำเดือนได้ แต่เนื่องจากในลูกผักชีมีปริมาณโพแทสเซียมสูง
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตควรหลีกเลี่ยงวิธีนี้ เพราะอาจจะไปกระตุ้นอาการให้หนักขึ้นได้
5. ขิง
ขิง ถือเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้อย่างมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ
การรักษาการปวดประจำเดือน
เพียงแค่ดื่มชาขิงเป็นประจำในช่วงที่ประจำเดือนกำลังจะมา
ก็จะช่วยลดอาการอักเสบและปวดได้
และหากดื่มเป็นประจำก็จะทำให้อาการปวดประจำเดือนหายไป…

สุขภาพ.ความงาม.วิธีทำให้ตัวเองดู มีความสุขในทุกๆวัน

การที่จะทำให้เรามีความสุขในทุกๆวันนั้นมาจากตัวเองเองก่อนเป็นอันดับเเรก
เราต้องสร้างตัวเองให้ดูมีความสุขในทุกวันเพื่อจะทำให้ตัวเองเป็นคนสดใส
ร่าเริงดูดีมีความสุขเเล้วมีวิธีใดบ้างที่ทำให้เรามีความสุขในชีวิตประจำวันไปดูกันเลย
เราจะมีความสุขในทุกๆวันได้นั้นก่อนอื่นเลยอย่าไปทำงานสาย
สิ่งเเรกของคนวัยทำงานคือต้องตื่นไปทำงานเเละหากเราไปทำงานสายต้องหงุดหงิดอย่างเเน่นอน
ดังนั้นควรดูเวลาของเราให้ดีว่าจะออกจากบ้านตอนไหนเพื่อไม่ให้ไปถึงที่ทำงานสาย เเละหากเราไปถึงที่ทำงานเร็วกว่าปกติเเล้ว
วันนั้นจะเป็นวันที่ดีเเล้ว
เริ่มต้นเราก็ไม่หงุดหงิดทำงานด้วยความสบายใจ
ยิ้มกับคนรอบข้าง
ยิ้มเป็นสิ่งที่ไม่ต้องลงทุนเลยคนเรามียิ้มเพื่อการผูกมิตร
เเละหากเราได้ยิ้มก็จะทำให้เรามีความสุขเเละคนรอบข้างของเราจะรู้สึกดีกับเราด้วยเป็นการสร้างความสุขในเเต่ละวัน
หากวันนั้นไม่ได้ยิ้มเลย มันก็ดูไม่ดีใช่มั้ยคนอะไรหน้าเครียดทั้งวัน
มันไม่ดีต่อสุขภาพจิตรของเราเเน่
ดังนั้นเราควรที่จะยิ้มให้บ่อยเพื่อสร้างความสุขให้กับชีวิต
เรื่องอาหารการกินก็สำคัญ ทั้งสุขภาพเเละความสุขของเรา
การกินนั้นเราต้องให้เวลากับการรับประทานอาหารบางคนเป็นคนกินเร็วมากก็ไม่ใช้เรื่องที่ดีเท่าไร
เพราะอาจจะเกิดโทษได้สำหรับการกินอาหารที่เร็ว
เราควรมีเวลารับประทานอาหาร
กินเเบบสบายใจเพื่อสุขภาพเเละความสุขของเรา
เชื่อมั้ยว่าการรับประทานอาหารเราจะมีความสุขอย่างมากในขณะนั้น
เเล้วทำไมเราต้องรีบกิน
หากไม่มีเวลาจริงก็ควรจะปรับเวลาเผื่อการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพของคุณเอง
เเละอย่าอดอาหารบ่อยๆเด็ดขาดหรือกินไม่ตรงเวลามันจะกระทบถึงสุขภาพของคุณ
การนัดเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียน
มันคือความทรงจำที่ดีอย่างมากหากได้เจอเพื่อนในสมัยที่เราเรียนบ้าง
นานๆครั้งก็ยังดีเเต่ไม่ใช้ว่าห่างกันไปเลย การเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียน
ไม่ว่าจะเป็นตอนั้นก็ มีความสุขเเน่อนน
เพราะจะได้คุยเรื่องเก่าๆประสบการณ์ที่ได้ไปเจอกัน
เเบบฮาๆหรือเศร้าปะปนกันไป เเต่สิ่งหนึ่งที่ได้คือมิตรภาพที่ยังไม่ลืมกัน
มันจะทำให้เรามีความสุขเเน่นอนหากได้เจอกัน
หากมีเป็นกลุ่มก็ยิ่งดีชวนกันไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัดหากมีเวลา
มันน่าจะทำให้ชีวิตของเรามีความสุขไม่น้อย
สุดท้ายคือการลางานไปพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆที่เราชอบ
การพักผ่อนเป็นเรื่องที่ดีที่สุดของชีวิตวเรา
การทำงานมานานก็ต้องหาเวลาพักผ่อนบ้างเพื่อให้ร่างกายได้หยุดพัก
เเละมีความสุขไม่ว่าจะชอบไปไหนก็ตามสบายเลย ภูเขา ทะเล
ต่างจังหวัด ต่างประเทศ ไปในที่ที่เราอยากจะไป
น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกับตัวเรา
ดังนั้นเราควรหาเวลาพักผ่อนหยุดยาวเพื่อให้ชีวิตของเราได้ไปพบความสุขในชีวิต…

4 ของใช้ในบ้าน แทนยารักษาสิวได้อย่างเห็นผล

ปัญหาสิว
ไม่ได้เกิดเฉพาะช่วงวัยรุ่นฮอร์โมนแต่ในวัยทำงานผู้หญิงสาวชาว
ออฟฟิศทั้งหลาย นอกจากจะทำให้หมดความมั่นใจแล้ว
เจ้าสิวตัวดียังทิ้งรอยดำ รอยแผล ไม่ต้องกังวลไปค่ะ
เพราะวันนี้เรามีผลิตภัณฑ์ที่ใช้แทนยารักษาสิว
ด้วยของใช้ภายในบ้านของเรา สิวยุบลงภายในคืนเดียวได้
ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง
1.ไข่ขาว –
แยกไข่ขาวออกจากไข่แดงหลังจากนั้นใช้สำลีชุบไข่ขาวเอามาทา
บางๆให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้จนไข่ขาวที่เคลือบหน้าแห้งก่อนเข้ารนอน
อย่าลอกออกเด็ดขาด
ให้ล้างออกด้วยน้ำที่อุณหภูมิปกติในตอนเช้าทำแบบนี้สัปดาห์ละ 2
ครั้งสิวทีเป็นจะยุบได้อย่าชัดเจน
2.ยาสีฟัน – เลือกใช้ยาสีฟันที่เป็นสีขาวล้วน
ห้ามใช้ยาสีฟันประเภทอื่นๆเพราะยาสีฟันแบบหลากสี

มีส่วนผสมที่อยู่ในสีอื่นๆของยาสีฟัน
อาจจะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้
นำมาพอกบริเวณที่เป็นสิวทิ้งไว้จนแห้ง
ทำเช่นนี้ทุกคืนสิวจะค่อยๆยุบตัวลง ไม่มีอาการปวดบวม
และไม่ทิ้งรอยสิวให้กวนใจอีกด้วย
3. เจลว่านหางจระเข้ – จะช่วยรักษาสิวได้ดีเยี่ยม
เนื่องจากส่วนผสมมีว่านหางจระเข้ที่มีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบ
มากถึง 99.5% สามารถช่วยให้สิวยุบลงได้ในเพียงข้ามคืน สาว ๆ
ที่มีผิวแพ้ง่ายก็สามารถใช้ได้สบาย ๆ เลย
4.น้ำผึ้ง – นำน้ำผึ้งไปแต้มไว้บริเวณที่เป็นสิวทิ้งไว้ประมาณ 10
นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำที่สะอาด เซ็ดหน้าให้แห้ง
น้ำผึ่งมีคุณสมบัติหลายอย่างวโดยเฉพาะช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย
ซึ่งจะช่วยให้สิวยุบลงได้ในข้ามคืน…

3 วิธีการอาบน้ำเบื้องต้น

แน่นอนว่า การอาบน้ำ เป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่สำคัญของคนเรามากที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ขจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย และ สร้างความสดชื่นให้กับร่างกายอีกครั้ง หลังจากเหนื่อยมาทั้งวั้น อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า 3 วิธีการอาบน้ำเบื้องต้นที่ถูกต้องเป็นอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ!

เริ่มจาก ในสภาพอากาศที่หนาวๆแบบนี้นั้น คนส่วนใหญ่มักใช้บริการเครื่องปรับน้ำอุ่นหรือฝักบัว แน่นอนว่า เราควรปรับอุณภูมิให้เหมาะสม ไม่ร้อนจนเกินไป จัดตำแหน่งฝักบัวให้เข้าที่เข้าทาง เอาตามที่เราสะดวก พยายามให้น้ำลงบริเวณทั่วๆตัว ไม่กระเด็น หรือ กระจายไปทางอื่น ที่สำคัญ เราควรให้เวลากับการอาบน้ำ แบบไม่ต้องเร่งรัดด้วย

ต่อมา เป็นการทำความสะอาด เราควรหมุนตัวรอบๆบริเวณฝักบัว ที่เราเปิด 3-4 ครั้ง เพื่อให้น้ำได้ชำระล้างร่างกายให้สะอาดรอบด้าน กรณีที่คุณต้องการสระผม ก็ควรให้น้ำ เปียกทั่วบริเวณศีรษะ ทั้งหมด และ ขั้นตอนแรกของการทำความสะอาด ควรต้องพยายามล้างฝุ่นออกจากตัวให้หมดสิ้น ที่สำคัญ กรณี อาบน้ำอุ่น ยังช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายมากขึ้นอีกต่างหาก

ปิดท้ายกันที่ ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากเราถูสบู่ ทั่วตัวเสร็จแล้ว เราควรให้เวลาน้ำชำระล้างออกให้หมด โดยเฉพาการสระผมนั้นสำคัญ ยิ่งถ้าคุณสระนานๆ คุณก็ต้องละเอียด ในการล้างออกมาให้หมด และ เพื่อตรวจดูว่าล้างแชมพูจนเกลี้ยงแล้ว บีบผมตอนที่ผมยังเปียก และสังเกตสีของน้ำที่บีบออกมา ถ้าน้ำยังเป็นสีของแชมพูอยู่ ก็ล้างผมอีกรอบจนกว่าจะหมด เท่านี้ คุณก็จะสะอาดกว่าใครเป็นไหนๆ!…

ออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

เมื่อพูดถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย หลายคนคงเคยได้ยินว่า การออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ไม่ป่วยง่าย คำถาม คือ ออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน?
ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ การออกกำลังกายจะเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดโดยรวม ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกหมุนเวียนไปยังเซลล์ทั้งร่างกาย และทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีความสามารถในการเก็บกินสิ่งแปลกปลอมมากขึ้น

การออกกำลังกายเป็นประจำ จะไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัว และจะยังทำงานได้ดีต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย ฉะนั้น การออกกำลังกายเป็นประจำจะเป็นการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานตลอดเวลานั่นเอง

ออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน?

1. ถ้าออกกำลังกายหนักปานกลางให้ออก 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือ 30 นาที ต่อวัน ทั้งหมด 5 วัน ทั้งนี้สามารถทำครั้งละ 10 นาที แล้วพัก และทำต่อในรอบที่ 2 และ 3 อย่างละ 10 นาที รวม 30 นาทีก็ได้

2. ถ้าออกกำลังกายหนัก ให้ออก 75 นาทีต่อสัปดาห์ หรือ 20 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์

3. ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่เป็นการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นระบบหัวใจ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น วิ่งหรือการปั่นจักรยานแบบง่ายๆ
4. หากใครที่เป็นสมาชิกสถานออกกำลังกายก็สามารถเลือกอุปกรณ์ได้หลากหลายในแบบที่ชอบได้มากขึ้น ควบคู่กับการเล่นเวทเทรนนิ่ง จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงทั้งระบบหัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อ

5. การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ ส่งผลให้นอนหลับง่าย สดชื่น สมองปลอดโปร่ง ลดความเครียดสะสม รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ในระยะยาว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมอง เบาหวาน มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

ทั้งนี้ ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหม เพราะร่างกายที่เหนื่อยล้าถึงขีดสุดจะหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดต่ำลง กลายเป็นเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยไปแทน …

สีของผักกับประโยชน์ที่อย่ามองข้าม

สีของผัก เกิดจากสารอาหารที่แตกต่างกันไปในแต่ละชนิด ฉะนั้น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน เราจึงควรรับประทานผักหลากชนิดหลายสีสัน
ผักแต่ละสีดีอย่างไร?
1. ผักสีเขียว : เช่น ผักโขม ตำลึง คะน้า บร็อคโคลี กะหล่ำปลี มี ‘คลอโรฟิลล์’ ช่วยสร้างเม็ดเลือด และชำระล้างทำความสะอาดเม็ดเลือด ดังนั้น การรับประทานผักใบเขียวเป็นประจำ จึงช่วยเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
2. ผักสีส้ม/แดง/เหลือง : เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ แครอท บีทรูท มีสารแคโรทีนอยด์ และเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นแหล่งของวิตามินเอ เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ ช่วยขจัดอนุมูลอิสระ และช่วยในการทำงานของจอประสาทตา 

3. ผักสีน้ำเงินและสีม่วง : เช่น ดอกอัญชัน มะเขือม่วง กะหล่ำปลีสีม่วง ผักโขมแดง สีน้ำเงินหรือสีม่วงนี้มาจากสารแอนโทไซยานิน ช่วยการทำงานของระบบประสาท และการไหลเวียนเลือด 

4. ผักสีขาว : เช่น ดอกแค ดอกกะหล่ำ หัวไชเท้า หอมหัวใหญ่ เป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยในเรื่องกระบวนการเคมีในร่างกาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นประโยชน์
ด้วยความแตกต่างนี้ เราจึงควรกินผักหลากชนิด หลายสี นอกจากดีในแง่โภชนาการแล้ว ยังให้ความสวยงาม น่ากิน เป็นทั้งอาหารทางปาก ทางตา และทางใจ ไปพร้อมๆ กัน…