ความสำคัญของสุขภาพ

สุขภาพ คือ ภาวะแห่งความสมบูรณ์ทางร่างกาย จิตใจ และการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมด้วยดี
ไม่ใช่เพียงแต่ความปราศจากโรค หรือทุพพลภาพเท่านั้น (องค์การอนามัยโลก , 2491)
จากคำจำกัดความนี้ แสดงให้เห็นว่า ภาวะของความไม่มีโรคหรือไม่บกพร่องยังไม่ถือว่ามีสุขภาพ
แต่สุขภาพมีความหมาย เชิงบวกที่เน้นความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม นั่นคือ ต้องมีสุขภาพกาย
สุขภาพจิต และสุขภาพทางสังคมครบทุกด้าน
ก่อน พ.ศ. 2500 เราใช้คำว่าสุขภาพน้อยมาก เพราะขณะนั้นเราใช้คำว่า “อนามัย” เริ่มใช้ “สุขภาพ” แทน
ในสมัยต่อมาก็เนื่องจากคำว่า อนามัย(อน + อามัย) ซึ่งตามรูปทรัพย์หมายถึง “ความไม่มีโรค”
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วเห็นว่าสุขภาพมีความหมายกว้างกว่าอนามัย เพราะสุขภาพเป็นความสุข
เป็นความหมายเชิงบวก ตรงข้ามกับอนามัยเป็นความทุกข์ซึ่งมีความหมายเชิงลบ
แนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพในอนาคตอาจจะปรับเปลี่ยนไปจากนี้ได้ เนื่องจากในที่ประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก
ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2541 ได้ตกลงว่าจะเติมคำว่า “Spiritual Well-being” เข้าไปใน คำจำกัดความของคำว่าสุขภาพ
นิยามคำว่าสุขภาพแบบไทย ควรเพิ่ม “Intellectual Well-being” เข้าไปอีกด้วย โดยมีแนวความคิดสุขภาพก็คือ สุขภาวะ
หรือ Well-being ความสุข คือ ความเป็นอิสระหรือการหลุดพ้นจากความบีบคั้น ดังนั้น
สุขภาพคือสุขภาวะหรือความเป็นอิสระหลุดพ้นจากความบีบคั้นทางกายทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา…

มะกรูด มีติดครัวไว้ไม่เครียด

มะกรูด เป็นพืชที่เรารู้จักกันดีในนามสมุนไพรไทยและจัดเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแกงแบบไทยที่ขาดไม่ได้
เพราะช่วยให้กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์นิยมใช้ทั้งใบและผิวมะกรูดในการเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติให้อาหาร
นอกจาก มะกรูดยังถือเป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์มากมายด้านความงามและการรักษาโรค
พี่น้องชาวบ้านจึงถือเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกไว้บริเวณบ้านโดยจะปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุขแถม มะกรูด ยังมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่าง ไทย ลาว อินโดนีเซีย เป็นต้นด้วยจึงถือเป็นสมุนไพรแสนพิเศษที่ต่างชาติค่องข้างให้ความสนใจ
และถูกนำไปใช้ในด้านความสวยความงามตั้งแต่สมัยโบราณโดยเฉพาะ น้ำมะกรูด ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด
ช่วยให้ผมดกดำเงางาม แก้ปัญหาผมหงอก ผมร่วงแถมยังช่วยขจัดคราบแชมพู
และชำระล้างสิ่งอุดตันที่ตกค้างตามรูขุมขนบนหนังศีรษะด้วยทำให้หนังศีรษะสุขภาพดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งร้านเสริมสวย
ขณะเดียวกัน มะกรูด ยังใช้อาบน้ำ เพื่อบำรุงผิวเสียได้ด้วยโดยการหั่นผิวมะกรูดลงไปต้มน้ำอาบ จะช่วยบำรุงผิวไม่ให้เสีย
ป้องกันผิวแห้งกร้าน หรือจะนำ มะกรูด ฝานเป็นซีกนำไปขัดถูบริเวณเท้า ซอกเท้า แก้กลิ่นเหม็น
และทำให้เท้าขาวสะะอาดอย่างไรก็ตาม มะกรูด ไม่ได้มีดีเพียงด้านความสวยความงาม
เพราะน้ำมันหอมระเหยของมะกรูด ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายช่วยลดความเครียด คลายความกังวล ช่วยให้จิตใจสงบนิ่ง
แต่ไม่ควรใช้สูดดมที่ความเข้มข้นมากกว่า 1%เพราะอาจเกิดการระคายเคืองได้
ไม่นับสรรพคุณในการช่วยแก้อาการนอนไม่หลับให้ใช้ผิวมะกรูด ไพล รากชะเอม ขมิ้นอ้อย เฉียงพร้า ปริมาณเท่าๆกัน
นำมาบดเป็นผง ชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม และมะกรูด ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยต้านทานโรค
เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงเท่านั้นไม่พอ มะกรูด ยังช่วยฟอกโลหิตได้
โดยให้นำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ซีกนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งประมาณ 1 เดือน
ครบกำหนดแล้วให้รินเอาแต่น้ำมาดื่มและยังอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน
ที่มีส่วนช่วยยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็งเช่นเดียวกับคุณประโยชน์ในด้านการปรุงอาหาร ที่
น้ำมะกรูด และ ใบมะกรูด สามารถใช้ดับกลิ่นคาวในอาหารได้และยังใช้ประกอบอาหารคาวหวานได้หลายชนิด เช่น ต้มยำ
ผัดเผ็ด แกงเผ็ด ฉู่ฉี่ ห่อหมก ทอดมัน โรยหน้าข้าวเหนียวหน้ากุ้งเป็นต้น
ดังนั้น ด้วยสรรพคุณนานัปการมากมายเช่นนี้เราแนะนำให้ผู้อ่านทุกท่านปลูก มะกรูด เอาไว้ที่บ้าน
หรืออย่างน้อยๆ ก้มีติดครัวไว้รับรองช่วยแก้ปัยหากังวลใจได้สารพัดไม่เว้นแม้กระทั่งการไล่สัตว์กวนใจอย่าง มด มอด และ ยุง…

6 เคล็ดลับดูแลผิวหน้าฝน

เข้าสู่ช่วงฤดูฝนแบบนี้ หลายๆคนก็อาจเจออุปสรรคในการเดินทางไปไหนมาไหนที่ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น
ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทางเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการดูแลผิวอีกด้วย เพราะหน้าฝน
คือตัวการที่ทำให้ผิวเสียได้ง่าย เพราะมีทั้งมลภาวะจากน้ำฝน ที่มีเชื้อโรค ฝุ่นละออง
และสารเคมีต่าง ๆ ปนเปื้อนมา ซึ่งเมื่อผิวของเราสัมผัสกับน้ำฝน
ผิวก็จะโดนทำลายโดยที่เราไม่รู้ตัว
วันนี้เรามีเคล็ดลับสำหรับการดูแลผิวในช่วงหน้าฝนมาให้ลองทำตามกันดู เป็นวิธีที่ง่ายๆ
รับรองว่าผิวของคุณจะสวยสุขภาพดีตลอดหน้าฝนแน่นอน

1. หลังโดนฝนอย่าลืมล้างผิวให้สะอาด
ในน้ำฝนมักจะปนเปื้อนไปด้วยสิ่งสกปรกและสารเคมี
ซึ่งเป็นตัวการทำลายผิวสวย ดังนั้นคุณจึงควรล้างผิวให้สะอาด
หรือรีบอาบน้ำสระผมให้เรียบร้อย เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกจากผิวหนัง

2. ทาครีมกันแดด
แม้จะเป็นหน้าฝน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีแสงแดด
ดังนั้นอย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง
ทั้งนี้ควรเลือกใช้ครีมกันแดดสูตรกันน้ำด้วย
เผื่อเวลาโดนฝนก็ยังจะมั่นใจได้ว่าผิวยังคงได้รับการปกป้องอยู่

3. ทำความสะอาดผิวด้วยคลีนซิ่ง
ควรใช้คลีนซิ่งทำความสะอาดผิวก่อนล้างหน้า
เพื่อจะได้กำจัดสิ่งสกปรกและสิ่งอุดตันทั้งหลายได้อย่างหมดจดยิ่งขึ้น
เพราะสภาพอากาศในฤดูฝนถือเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ผิวมันและหมอง
และเป็นสิวได้ง่ายจากการอุดตัน

4. พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับพักผ่อนวันละ 8-10
ชั่วโมงจะช่วยทำให้ผิวพรรณได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูอย่างเต็มที่
ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะช่วยเรื่องผิวพรรณแล้วยังเป็นการดูแลสุขภาพโดยรวมของร่างกายที่ดีอีกด้วย

5. รับประทานผักและผลไม้
ผักและผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินมากมาย
ซึ่งมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาสดใส
ดังนั้นจึงควรรับประทานผักและผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 มื้อ
เพราะจะช่วยทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดีขึ้นได้

6. ดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แล้ว
การดื่มน้ำบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ดี
และยังดีต่อสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
หน้าฝนแบบนี้ อย่าลืมนำเคล็ดลับที่เราได้แนะนำไปลองใช้กันดู
รับรองว่าถ้าได้บำรุงผิวแบบนี้ตลอดหน้าฝน จะทำให้คุณมีสุขภาพผิวที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ…

ภัยเสี่ยงโรคต่างๆที่ควรระวังจากความอ้วน

อย่างที่ทราบกันว่าความอ้วนนั้นมีแต่ผลเสียต่อร่างกาย
นอกจากจะทำให้เป็นอุปสรรคในการทำงานแล้ว
ยังก่อเกิดภาวะสุ่มเสียต่อโรคอื่นๆ อีก
วันนี้เราไปดูกันว่าความอ้วนทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง
1.ความดันโลหิตสูง
สำหรับโรคความดันโลหิตสูง
นั้นสามารถเกิดได้กับผู้ที่มีร่างกายปกติรวมไปถึงอ้วน
แต่ทว่าสาเหตุหลักๆ นั้นจะมาจากความอ้วนนี่แหละ
เพราะเมื่อไขมันในร่างกายมีมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อการทำงานข
องหลอดเลือดต่าง ๆ
ที่มีหน้าที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย
ผลกระทบจากไขมันส่วนเกินและความอ้วนนี้
อาจเป็นสาเหตุสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วย
2.โรคหัวใจ
โรคหัวใจนั้นมีสาเหตุหลักจากความอ้วน
เพราะว่ามีไขมันเลวในร่างกายสะสมเป็นจำนวนมากก็เป็นสาเหตุหนึ่งข
องการเกิดโรคหัวใจเช่นกัน
ซึ่งผู้ที่มีอาการอ้วนลงผงนั้นมีสาเหตุที่จะเกิดโรคหัวใจค่อนข้างสูง
เนื่องจากไขมันที่สะสมอยู่ในช่องท้อง ในร่างกาย ใต้ผิวหนัง
อาจไปเกาะตามผนังหลอดเลือด หรือขัดขวางการทำงานของเส้นเลือด
ก่อให้เกิดภาวะไขมันอุดตันในหลอดเลือด
ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดแรงขึ้น ทำงานหนักขึ้น
และอาจจะส่งผลให้เกิดอาการหัวใจวายได้
3.โรคเบาหวาน
สำหรับโรคเบาหวาน นั้นพบได้บ่อยสำหรับผู้สูงอายุ
และคนที่มีร่างกายอ้วน

เพราะไขมันสะสมในร่างกายเหล่านี้เป็นเหตุให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน
ซึ่งเจ้าอินซูลิน
นั้นจะทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานของร่างกาย
ได้ ก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
นอกจากนี้ไขมันช่องท้องยังจะไปขัดขวางการเผาผลาญน้ำตาลในเซลล์
ทำให้ตับต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อผลิตอินซูลิน
น้ำตาลในเลือดจึงเพิ่มสูง
4.ไขมันในเลือดสูง

เมื่อไขมันในเลือดสูงจะส่งผลให้การทำงานของระบบร่างกายนั้นเกิดคว
ามผิดปกติ
เนื่องจากไขมันจำนวนมากนั้นไปเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด
ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกมีปัญหาในการสูบฉีดเพื่อไปเลี้ยงส่วน
ต่างๆของร่างกาย ทำให้ส่งผลต่อสุขภาพอาจจะต่อยอดไปเป็นโรคอื่นๆ
เช่นหัวใจ, ความดันสูง, ไม่แข็ง มีอาหารเหนื่อยหอบง่าย
5.โรคมะเร็ง

มีการวิจัยออกมาว่าผู้หญิงที่มีร่างกายอ้วนนั้นมีโอกาสที่จะสุ่มเสี่ยงในกา
รเป็นโรคมะเร็งเต้านม
เนื่องจากไขมันในร่างกายนั้นไปเกาะตัวอวัยวะต่างๆภายใน
ส่งผลให้ต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งนอกจากนี้ยังก่อให้เกิดมะเร็วชนิดอื่นๆ
เช่น มะเร็งในลำไส้, มะเร็วกระเพาะอาหาร, มะเร็งตับ และมะเร็งมดลูก
เห็นกันแล้วใช่ไหมว่าโรคอ้วน
นั้นทำให้เราเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ที่อาจจะส่งผลให้เสียชีวิตได้
ดังนั้นควรที่หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์แบบพอดี
ไม่มากจนเกินไป รวมไปถึงออกกำลังกายสม่ำเสมอด้วย…

การศัลยกรรมที่นิยมในปัจจุบัน

ในปัจจุบันความสวยความงามนั้นเป็นสิ่งที่ใครต่อใครก็ปรารถนาทุกคนต่างก็มีวิธีการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดูดีและสวยขึ้น
ที่แตกต่างกัน และวิธีหนึ่งในนั้นก็คือ  การทำศัลยกรรม   ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างมากในปัจจุบัน
และมีการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ ทางเลือกดีๆออกมาให้ผู้ที่รักความสวยความงามได้เลือกศัลยกรรมคืออะไร?
ศัลยกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย รูปหน้าและรูปร่างให้เกิดความสมดุล สมบูรณ์
แข็งแรงและดูดีมากยิ่งขึ้นว่าเดิมด้วยกระบวนการทางแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉีดสาร การปลูกถ่าย
การดูดตามบริเวณส่วนต่างๆที่เราต้องการ ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดเสริมหน้าอก การฉีดโบท็อกซ์
การปลูกถ่ายเส้นผม รวมไปถึงการดูดไขมัน เป็นต้น
การศัลยกรรมในปัจจุบันมีอะไรบ้าง

ศัลยกรรมตา
แพทย์ไทยแผนปัจจุบันหลายท่านกลับจากการศึกษาจากประเทศยุโรปได้เริ่มให้ บริการทำตา 2
ชั้นในโรงพยาบาลใหญ่ๆ เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลภูมิพล,โรงพยาบาลจุฬาฯ
และเริ่มแพร่หลายไปสู่สถานพยาบาลต่างๆ มากมายหลากหลายกรรมวิธี
วิธี ที่ 1 วิธีเย็บ
โดยใช้ไหมเส้นโตขนาดใหญ่ประมาณเบอร์ 3 ศูนย์ ( เย็บผูกรัด ตรึงไว้ 7 วัน เพื่อกดให้เกิดเป็นตา 2 ชั้น
แล้วจึงตัดไหมออกจำเป็นต้องหยุดงานพักอยู่ที่บ้าน 1 สัปดาห์ วิธีนี้ทำกันมานานกว่า 30-40 ปี
โดยแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นมานานแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้เกิดตา 2 ชั้นคงทนอยู่เพียงชั่วคราว 1-3 ปี
ชั้นก็จะหลุดหมดในภายหลัง

วิธีที่ 2 เป็นวิธีตัดและเย็บ
โดยการกรีดหนังตาบนแล้วตัดหนังออกเป็นแผ่นแถบยาวๆ
หลังจากนั้นจึงทำการเย็บหนังตาให้ติดกับเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อตา โดยเย็บข้างละ 10-20 เข็ม และตัดไหมเมื่อครบ 5-7
วัน วิธีนี้แพร่หลายในยุโรป และสหรัฐอเมริกา แต่มีข้อเสียคือ แผลเป็นยาวมากและบวมช้ำมาก
จึงไม่เหมาะกับคนไทยหรือคนเอเชีย อีกประการหนึ่ง
หากทำวิธีนี้ถ้าตัดหนังมากเกินไปเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ตาแหก ตาปลิ้นโดยง่าย หรือกลางคืนนอนหลับ
แต่เปลือกตาปิดไม่สนิท อีกทั้งมีแผลเป็นยาวตั้งแต่หัวตาถึงหางตา ซึ่งจะติดตัวไปตลอดชีวิต
ไม่สามารถลบรอยแผลเป็นนี้ได้

วิธีที่ 3 เป็นวิธีกรีดหนังตาบน
ให้เป็นแผลยาว โดยไม่ได้ตัดหนังออกแล้วจึงเย็บข้างละ 10-20 เข็ม
แล้วแต่ขนาดของแผล ผลลัพธ์ของวิธีนี้ก็เหมือนกับวิธีที่ 2 เพียงแต่ว่าหลับตาได้สนิทเมื่อนอนหลับ

วิธีที่ 4 วิธีเจาะและกำจัดไขมัน
วิธีนี้เหมาะสำหรับคนไทยหรือคนเอเชีย เพราะมีดวงตาขนาดเล็กและไขมันมาก
มีกรรมวิธีโดยเจาะหนังตาบนยาว 4-5 มิลลิเมตร เพื่อเอาไขมันออก แล้วล็อก หนังตาบนกับกล้ามเนื้อและพับ
ทำให้เกิดเป็นตา 2 ชั้น วิธีนี้จะเย็บ 3-5 เข็มเท่านั้น แผลขนาดเล็กสามารถไปทำงานได้ภายใน 2-3 วัน
มีการบวมช้ำน้อย หลับตาได้สนิทมีแผลเป็นน้อยมาก

ศัลยกรรมกราม
สำหรับการผ่าตัดกรามให้เล็กลงโดยทั่วไปมีด้วยกัน 2 วิธี ผู้มารับการรักษาจะต้องมาพบแพทย์เพื่อตรวจดู
โครงสร้างของกระดูกขากรรไกรเสียก่อน เช่น ความหนา ความสูง รวมถึงความสมดุลของกระดูก
เพื่อประเมินว่าควรตัดแต่งลดเหลี่ยมมุมของกระดูกมากน้อยแค่ไหน
วิธีแรกเป็นการผ่าตัดภายนอกช่องปากโดยผ่านผิวหนังบริเวณมุมกรามโดยตรง
ส่วนอีกวิธีจะผ่าตัดในช่องปากโดยซ่อนแผลไว้บริเวณซอกเหงือกด้านหลังฟันซี่ สุดท้าย
แม้ว่าการผ่าตัดกรามจะช่วยแก้ไขรูปหน้าได้อย่างที่ต้องการ แต่กระนั้นก็ต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญจริงๆเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง
ถึงแม้ว่าการทำศัลยกรรมจะน่าสนใจและ เต็มไปด้วยข้อดีเท่าไหร่ก็ตามนั้น
แต่ถ้าหากไม่ควบคุมให้ดีนั้นก็สามารถส่งผลต่อสภาพจิตใจได้ หลายๆคนที่มักจะเกิดอาการเสพติดการทำศัลยกรรม
เนื่องจากไม่สามารถที่จะควบคุมความต้องการได้ จนกลายเป็นการเสพติดและปัญหารูปหน้าที่ตามมาหลายอย่าง
ดังนั้นถ้าหากคุณไม่อยากมีข้อผิดพลาดหรือผลเสียใดๆให้พิจารณาและเลือกสถาบันศัลยกรรมที่ดีที่สุดให้กับตนเองและมีคุณภาพ…

เรื่องกล้วยๆ!เผยเคล็ดไม่ลับ “ดูแลผิวพรรณ”

เริ่มจาก น้ำตาล เพราะหารู้ไม่ว่า น้ำตาล มีประสิทธิภาพในการผลิตเซลล์ผิวค่อนข้างดี
โดยเราสามารถผสมน้ำตาลทรายขาว เข้ากับ น้ำตาลทรายแดง ได้อย่างละเท่าๆกัน
ต่อด้วยผสมน้ำสะอาดอีกเพียงเล็กน้อย จากนั้นให้นำมาขัดหรือนวดเบาๆ บริเวณผิวหน้าประมาณ 5 นาที
ก่อนที่จะล้างออกด้วยน้ำอุ่น ว่ากันว่าวิธีนี้จะทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้ว กลับมาอ่อนเยาว์โกงอายุกว่าเดิม
ต่อมา คือ มันฝรั่ง นอกจากมันฝรั่งจะเป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยแล้ว รู้หรือว่า ยังดีต่อผิวเช่นกัน
โดยเราสามารถนำน้ำฝรั่งดิบๆ มามาร์กบนใบหน้าได้ จากนั้นรอประมาณ 5 นาที ให้แห้ง
แล้วค่อยน้ำน้ำอุ่นๆมาล้างออก ว่ากันว่าจะทำให้เราลดความหมองคล้ำได้ รวมถึงเรื่องสิวด้วย
ต่อด้วย น้ำผึ้ง แน่นอนว่า น้ำผึ้ง เป็นหนึ่งในของดีจากธรรมชาติ ดังนั้น ก็เป็นประโยชน์แน่นอน
โดยช่วยบำรุงให้ผิวเราสวยดูมีออร่าได้ ดว้ยวิธีง่ายๆ เพียงแค่นำน้ำผึ้งที่ได้มา ผสมกับผงอบเนย
แล้วทาลงบริเวณใบหน้าให้หนาๆ ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นล้างออก เชื่อได้เลยว่า
เราจะรู้สึกถึงความเปล่งปลั่งมากกว่าเดิม
ต่อมาเป็น มะนาว เป็นหนึ่งในวิธีที่คนเลือกใช้มากที่สุด เพราะมะนาว มีคุณสมบัติที่ทำให้ผิวเราขาวขึ้นได้
โดยเราสามารถนำน้ำมะนาวคั้นสดมาทาบางๆ ทั่วใบหน้า ต่อด้วยการนำเปลือกมะนาวมาถูเบาๆ ราว 5-7 นาที
ก่อนล้างออกด้วยน้ำเปล่า นอกจากทำให้ขาวขึ้นแล้ว ยังทำให้ผิวดูนุ่มขึ้นอีกด้วย
ปิดท้ายกันที่ มะเขือเทศ เป็นหนึ่งในวิธีที่คุ้นเคยกันดีเช่นกัน โดยเราสามารถนำน้ำมะเขือเทศ
มาผสมกับนมเปรี้ยวและข้าวโอ๊ต ต่อด้วยนำมามาร์กบนใบหน้า ประมาณ 15-20 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำเย็ยๆ
ว่ากันว่าสูตรไม่ลับแบบนี้ จะช่วยให้ผิวพรรณเราดูเปล่งปลั่ง มีออร่า แถม ยังลดรอยดำต่างๆได้ด้วย เรียกได้ว่า
วิธีง่ายๆนี้ ทำให้เราดูหล่อและสวยขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว…

สุขภาพสาวๆก้มลงดูจิมิซักนิดว่ามีอาการแปลกๆหรือเปล่า

จิมิที่เราเรียกกันน่ารักๆ หรือบางคนจะเรียกว่าน้องสาว หรืออะไรก็แล้วแต่ มันคือปราการฐานที่มั่นสำคัญของผู้หญิง
ที่ผ่านมามีสาวๆหลายคนที่ไม่เคยจะก้มลงมองและรักษาความสะอาดในจุดตรงนั้นทั้งๆที่มีความละเอียดอ่อนมากกว่าที่อื่น
หลายคนยังเข้าใจผิดกับการรักษาความสะอาด และซ้ำร้าย บางคนไปเชื่อคนขายยาในเน็ตไปซื้อยาอกฟูรูฟิต หรือยาจิ๋มขาว
ยาสอดอะไรต่อมิอะไรไม่รู้ทำให้น้องสาวเกิดอาการป่วย และติดเชื้อ เมื่อเป็นโรคมาก็อายไม่กล้าไปพบหมออีก
มันคือปัญหาที่สั่งสม โอเค ก่อนที่จะไปเจอกับหมอ เรามาดูแลรักษาน้องสาวกันก่อนดีไหม จะได้ไม่ต้องอายม้วน
เวลาจะต้องไปเปิดน้องสาวให้ดู เดี๋ยวจะหาว่าเราไม่เตือน
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า คุณมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดมากกว่า หากคุณมีคู่นอนมากกว่าหนึ่งคน
หรือเพิ่งมีคู่นอนคนใหม่ หรือถ้าคุณชอบสวนล้างช่องคลอดเป็นประจำ ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็หมายถึงว่า
หากคุณมีคู่นอนเพียงคนเดียว และไม่ได้สวนล้างช่องคลอด หรือไม่สูบบุหรี่
คุณอาจมีความเสี่ยงต่ำกว่าในการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด แม้ว่าการติดเชื้อในช่องคลอดจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อย
สำหรับผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์ แต่ผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ก็อาจเป็นได้เช่นกัน
การติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ไม่ได้แสดงอาการเสมอไป อาการที่พบบ่อยที่สุดก็คือ ความผิดปกติของตกขาว
คุณอาจสังเกตสีที่เปลี่ยนไป หรือกลิ่นที่แย่ผิดปกติของตกขาว หรืออาจมีความรู้สึกแสบ คัน หรือเจ็บปวด ในช่องคลอด
หรือบริเวณใกล้ๆ ช่องคลอด การติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด มักจะไม่เป็นอันตราย อาการอาจจะหายได้เองหลังจากไม่กี่วัน
แต่อาจทำให้คุณมีปัญหา หากเกิดภาวะอื่นๆ ร่วมด้วย
สุดท้ายถ้าหากว่าอาการมันไม่ดีขึ้นจริงๆก็คงต้องไปหาหมอ แพทย์จำเป็นต้องตรวจช่องคลอด เพื่อหาสัญญาณของการติดเชื้อ
แพทย์อาจจำเป็นต้องนำตัวอย่างของตกขาวไปตรวจในห้องปฏิบัติการ หากแพทย์วินิจฉัยว่าคุณติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด
คู่นอนที่เป็นผู้ชายของคุณ อาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา
แต่แบคทีเรียในช่องคลอดอาจแพร่กระจายระหว่างคู่นอนที่เป็นเพศหญิงด้วยกันได้ อย่างไรก็ตาม
คุณจะไม่ติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดจากฝาชักโครก การนอนเตียงร่วมกัน หรือการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำเดียวกัน
การติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ในรูปแบบของยาเม็ดสำหรับรับประทาน ครีมที่ใช้ทาเฉพาะจุด
หากคุณตั้งครรภ์ แพทย์อาจจะจ่ายเฉพาะยาเม็ดเท่านั้น หลังจากไม่กี่วันที่ใช้ยาปฏิชีวนะ คุณอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือเข้ารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ…

“กีวี” ผลไม้ลูกเล็กที่อัดแน่ไปด้วยคุณประโยชน์

หลายคนคงจะรู้จักผลไม้เปลือกบาง ๆ สีน้ำตาล ที่มีเนื้อข้างในเป็นสีเขียว
รสชาติเปรี้ยวอมหวานกันดีอยู่แล้ว ผลไม้ที่ว่านั้นก็ คือ กีวี
ที่เมื่อก่อนไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก เพราะมีราคาค่อนข้างสูง
แต่ในปัจจุบัน กีวี มีราคาถูกลงกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก
ทำให้ผู้คนหันมาทานกันมากขึ้น นอกจากจะอร่อยแล้ว กีวี
ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพก็มากมาย
เราลองมาดูกันดีกว่าว่าการทานกีวีนั้นดีต่อร่างกายอย่างไร
1. ช่วยบรรเทาอาการหอบหีดให้ดีขึ้นได้
2. ช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันอุดตันในเส้นเลือด
3. ช่วยชะลอริ้วรอย และป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อม

4. ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
5. ผิวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะภายในกีวีนั้นอุดมไปด้วยวิตามินอี
ที่จะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน
6. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยให้ผิวพรรณสวยสุขภาพดี
นอกจากนั้นยังสามารถต้านมะเร็งได้อีกด้วย
7. มีใยอาหารสูง ซึ่งใยอาหารจะช่วยให้ระบบย่อยอาหาร
และระบบขับถ่าย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
8. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ให้กับร่างกาย
ส่งผลให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรค และแบคทีเรีย ได้ดีขึ้น
เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วคุณก็คงรู้แล้วว่า กีวี
นั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากขนานไหน
และถ้าหากคุณเบื่อผลไม้ที่ทานอยู่เป็นประจำแล้ว
กีวีก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่อยากให้คุณลองทาน
รับรองว่ารสชาติดีไม่แพ้ประโยชน์ที่ได้รับแน่นอน…

ติ้วขาว สมุนไพรใหญ่ยักษ์ คุณภาพห้าดาว

ติ้วขาว มีชื่อเรียกหลากหลายตามแต่ละท้องที่ทั่วภูมิภาคไทย
ไล่ตั้งแต่ แต้วหิน (ลำปาง), ผักเตา (เลย), ติ้วส้ม (นครราชสีมา),
กวยโชง (กาญจนบุรี), ตาว (สตูล), ติ้วแดง ติ้วยาง ติ้วเลือด
(ภาคเหนือ), ติ้วเหลือง (ภาคกลาง), แต้ว (ภาคใต้) และ ผักติ้วเป็นต้น
ซึ่งก่อนอื่นเราขอออกตัวก่อนเลยว่า ติ้วขาว
ที่กำลังจะกล่าวถึง เป็นพรรณไม้คนละชนิดกับ ติ้วขน หรือ
ติ้วหนาม ซึ่งไม่สามารถรับประทานเป็นผักได้ แต่สำหรับ ติ้วขาว
สามารถรับประทานเป็นผักได้ แถมมีสรรพคุณครอบจักรวาลด้วย
แล้วต้นติ้วขาวเป็นอย่างไร? ต้นติ้วขาว
จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง มีความสูงของเฉลี่ยประมาณ
3-12 เมตร และอาจสูงได้ถึง 35 เมตร เรือนยอดเป็นทรงพุ่มกลม
โคนต้นมีหนาม กิ่งก้านเรียว ส่วนกิ่งอ่อนมีขนนุ่มอยู่ทั่วไป
เปลือกลำต้นของ ติ้วขาว จะเป็นสีน้ำตาลแดง
แตกล่อนเป็นสะเก็ด ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีน้ำตาลแกมเหลือง
ลำต้นมีน้ำยางสีเหลืองปนแดงซึมออกมาเมื่อถูกตัดหรือเกิดแผล
ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เป็นต้นไม้ที่ทนแล้งได้ดี
นั่นทำให้ ติ้วขาว สามารถพบได้ทั่วไปทางภาคเหนือ,
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนเหนือ ของประเทศไทย
โดยจะขึ้นตามป่าดิบแล้ง ป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง ป่าตามเชิงเขา
และตามป่าเบญจพรรณทั่วภูมิภาค
ส่วน ใบติ้วขาว เป็นใบเดี่ยวออกเรียงข้ามกัน
ลักษณะของใบเป็นรูปวงรีแกมรูปไข่กลับ หรือเป็นรูปขอบขนาน
ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบสอบเรียบ ส่วนขอบใบโค้งเรียบ
ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-4.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-13 เซนติเมตร
ผิวใบทั้งสองด้านมีขนละเอียด
ใบเมื่ออ่อนจะเป็นสีชมพูอ่อนถึงสีแดง เรียบและเป็นมันวาว
โดยในช่วงฤดูหนาวจะเห็นเรือนพุ่มทั้งหมดเป็นสีชมพูอ่อน
ขณะที่ดอกจะออกเป็นช่อแบบกระจุกตามกิ่งเหนือรอยแผลของใบ
กลีบดอกเป็นสีขาวอมสีชมพูอ่อนถึงสีแดง
ออกดอกในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนพฤษภาคม ของทุกปี
ขณะที่ ผลติ้วขาว เป็นแบบแห้งและแตกได้
ลักษณะของผลเป็นรูปไข่แกมรูปกระสวย ผิวผลมีนวลสีขาว
ผลเมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลดำ
ลักษณะของผลเป็นแบบแคปซูล ปลายแหลม ผิวเรียบและแข็ง
และจะแตกออกเป็น 3 แฉกเมื่อแก่
ซึ่ง ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนของติ้วขาว
สามารถใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับลาบ ก้อย น้ำตก แจ่ว
ซุปหน่อไม้ น้ำพริก น้ำพริกปลาร้า ขนมจีน หมี่กะทิ เมี่ยงญวน
แหนมเนืองเวียดนาม หรือจะนำไปประกอบอาหาร เช่น
ใส่ต้มหรือแกงต่างๆ เพื่อใช้แทนมะนาวได้
แถมสรรพคุณยังเหลือหลายบอกกันไม่หมด ไล่ตั้งแต่
วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินบี2, วิตามินบี3, วิตามินซี, แคลเซียม,
เหล็ก หรือ ฟอสฟอรัส แถมยังช่วยแก้โรคได้สารพัดชนิด
เอาที่เด่นๆ ก็ ไขข้อพิการ, โรคตาไก่ และยังยับยั้งมะเร็งตับได้ด้วย…

พวงตุ้มหู ไม้ประดับที่มากด้วยคุณค่า

พวงตุ้มหู หลายท้องถิ่นในประเทศไทยอาจปลูกเป็นไม้ประดับ
เนื่องจากเป็นไม้พุ่มที่มีลักษณะค่อนข้างสวยงาม สูงประมาณ 50-100 เซนติเมตร
เหมาะสำหรับปลูกเป็นแนวรั้วบ้าน
แถมผลกลมแดงยังตัดกับสีเขียวของใบได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม นอกจาก พวงตุ้มหู จะเป็นไม้ประดับได้แล้ว
น้อยคนนักจะทราบว่านี่คืออีกหนึ่งสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาอัน
เป็นคุณค่านานับการ เรียกได้ว่า “เล็กพริกขี้หนู”
เพราะคุณค่านั้นมีอยู่รอบตัวสำหรับพืชชนิดนี้
โดยนอกจากชื่อเรียกทางการว่า “พวงตุ้มหู” แล้วสมุนไพรไทยชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ
ตามแต่ละท้องถิ่นแตกต่างออกไป อาทิเช่น เข้าพรรษา (น่าน),
ตุ้มไก่ (เลย), พวงตุ้ม (นครราชสีมา) และ ตีนเป็ด เป็นต้น
ส่วนลักษณะของ พวงตุ้มหู จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม
เปลือกต้นและก้านใบเป็นสีแดง ผิวเรียบ
แตกกิ่งก้านน้อยช่วงปลายยอด ชอบขึ้นในที่ร่ม
พบได้ตามป่าเบญจพรรณและป่าชื้นทั่วไปในประเทศไทย ดังนั้น
หากไม่ใช่นักพืชศาสตร์ที่เชี่ยวชาญ
อาจไม่รู้ถึงความพิเศษของพืชชนิดนี้ขณะที่ ใบพวงตุ้มหู เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับ
ลักษณะของใบเป็นรูปรี ปลายใบกลมมน โคนใบสอบหรือมน
ส่วนขอบใบหยักตื้น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 2.5-7 เซนติเมตร
ลักษณะของใบค่อนข้างอวบน้ำ หลังใบและท้องใบเรียบ
ผิวใบด้านบนมีจุดตามแผ่น ก้านใบมีขน ยาวได้ประมาณ 3-10มิลลิเมตร ขณะที่ ดอกพวงตุ้มหู จะออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ
ช่อละหลายดอก ก้านดอกยาวเกือบเท่ากัน
ลักษณะคล้ายซี่รุ่มแต่หัวห้อยลง
กลีบดอก มีลักษณะเป็นรูปไข่ สีชมพูอมม่วง มี 4-5 กลีบ
โคนกลีบเชื่อมติดกัน กลีบซ้อนกัน และมักจะบิดเวียน
ส่วนกลีบรองกลีบดอกเป็นรูปไข่กว้าง มี 4-5 กลีบ
เมื่อดอกบานจะมีขนาดกว้างประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร
เกสรเพศผู้ก้านสั้น เรียงชิดติดกันมี 5 อัน รังไข่กลม
ส่วนปลายเป็นท่อยาว จะออกดอกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคม
ถึงเดือนกันยายน ของทุกปี
ปิดท้ายที่ ผลพวงตุ้มหู ผลจะมีลักษณะกลม ผิวผลมัน
มีจุดประปราย ผลอ่อนเป็นสีเขียว
เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.5-0.7 เซนติเมตร สามารถใช้เป็นอาหารของสัตว์ป่าและนกด้วย
แถมลำต้นยังใช้ทำเครื่องจักสานได้ด้วย
แต่สิ่งที่เราต้องการจะบอกกล่าวจริงๆ ในบทความนี้
คือสรรพคุณของ พวงตุ้มหู
ที่ในตำรายาไทยจะใช้รากพวงตุ้มหูเป็นยาแก้ไข้
และใช้ใบเป็นยาแก้ไอ เพราะใบและกิ่งพวงตุ้มหู พบสาร
catechin, gallic acid, quercetin, protocatechuic acid และ p-coumarinic acid
นอกจากนี้ ใบและกิ่งพวงตุ้มหู ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
และลดปริมาณการสร้างสารอนุมูลอิสระไนตริกออกไซด์ได้ด้วย
แต่เรื่องนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนทดลอง หากสำเร็จเป็นไปตามคาด
นี่จะเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์กำจัดมะเร็งอีกตัว…