ปรับพฤติกรรมการนอนเยียวยาสุขภาพ

ไม่ว่จะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ ต่างก็ต้องการ การพักผ่อนที่เพียงพอเท่านั้น
แต่หลายคนรู้อย่างนี้แล้ว ก็ยังนอนหลับไม่พอ จาก
ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิต พบว่า คนไทยถึง 30-40% นอนหลับไม่เพียงพอ และมีจำนวน 10%
ที่มีปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ส่งผลให้กระบวนการคิดวิเคราะห์และประสิทธิภาพของการทำงานลดลงถึง 3 เท่า
อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน
โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงโรคซึมเศร้าได้
เพราะฉะนั้น ปีใหม่นี้ใครที่คิดจะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง แทนที่จะตั้งเป้าหมายยากๆ หรือผิดหวังกับเป้าหมายเดิมๆ ซ้ำๆ
อย่างการออกกำลังกาย ไปวิ่งทุกวันหยุด หรือควบคุมอาหาร ลองเปลี่ยนวิธีหันมาสำรวจพฤติกรรมตัวเอง
แล้วเริ่มต้นดูแลตัวเองด้วยวิธีที่ง่ายกว่านั้น ด้วยการปรับนิสัยการนอน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวให้ถูกสุขลักษณะ
ตั้งแต่พฤติกรรมการนอน และท่านอนที่ถูกต้อง
ใครก็รู้ว่า ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงแล้ว
สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือปัญหาผิวแห้ง มีถุงใต้ตาดำในระยะยาว
และถ้ายิ่งนอนน้อยติดต่อกันอาจส่งผลถึงความสัมพันธ์
เรื่องของฮอร์โมนบางตัวที่ไปกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำมันบริเวณผิวหน้ามากขึ้น
ก็จะทำให้เป็นสิวง่าย รวมถึงโกรทฮอร์โมน ที่มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูร่างกายในขณะหลับ หากเราพักผ่อนได้ไม่เต็มที่
การทำงานของโกรทฮอร์โมนก็จะไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้า และมีปัญหาผิวพรรณตามมาในที่สุด
อย่างไรก็ตาม นอกจากการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว
สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามก็คือการเลือกปลอกหมอนที่ควรทำจากผ้าคอตตอน เพราะสามารถระบายอากาศได้ดี
หรืออาจเป็นผ้าไหมที่มีผิวสัมผัสนุ่มลื่นไม่เสียดสีกับผิวหน้า
การนอนที่มีคุณภาพนั้นเกิดจากการวางตัวของกระดูกสันหลังในแนวสมดุล
และปริมาณแรงกดทับจากที่นอนที่เหมาะสมต่อกล้ามเนื้อ รวมถึงท่านอนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่งผลให้เรานอนหลับตลอดทั้งคืนได้อย่างมีคุณภาพ และส่งเสริมให้สมอง จิตใจ และร่างกายได้รับการชาร์จแบต จริงๆ
แล้วไม่มีท่านอนไหนที่ดีที่สุด เพียงแต่เราต้องรู้ว่าตัวเองนอนท่าไหนแล้วหลับสบาย
จากนั้นควรเลือกเครื่องนอนที่ตอบรับกับสรีระและท่านอนของตัวเอง อย่างคนที่ชอบนอนหงายก็ต้องหาเตียงที่มีความแน่นพอดี
ทำให้หัว ไหล่ สะโพก เข่าด้านข้าง และตาตุ่มอยู่ในแนวเส้นตรง หรือใกล้เคียงกับแนวเส้นตรงมากที่สุดแค่เท่านี้…

สระผมหลายครั้ง “ผมร่วง” จริงหรือ ?

ในบางคนขณะอาบน้ำก็จะมีการสระผมทุกครั้ง บางคนก็วันเว้นวัน ทุกวัน สองวันครั้ง 
หรืออาทิตย์ละครั้งบ้าง แต่จะมีในกลุ่มผู้หญิงบางกลุ่มที่ชอบสระผมทุกครั้งเวลาอาบน้ำ 
ไม่ว่าจะอาบตอนเช้าก็สระ อาบตอนเย็นก็สระ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีเหงื่อออกมาก ผมสั้น 
ก็เลยเลือกที่จะสระหลายครั้ง และก็การสระที่บ่อยครั้งนั้นจะมีปัญหาอะไรบ้างหรือไม่
สระผมหลายครั้งทำให้ผมร่วง จริงหรือไม่? ถ้าหากใน 24 ชั่วโมงพวกเรามีผมหลุดร่วงมากกว่า 30-70 เส้นนั้น 
จัดว่า “ผมร่วงมากผิดปกติ” ซึ่งมีหลายคนที่รู้สึกว่า บางทีอาจจะสระผมบ่อย 
ก็เลยทำให้ผมร่วงมากยิ่งกว่าคนอื่นหรือถ้าหากพวกเราไม่ได้สระผมเป็นระยะเวลาที่นาน 
อาจจะเป็นผลให้พวกเรามีหนังศีรษะมัน ไปจนถึงมันมากๆจะมีผลให้พวกเรามีผมร่วงมากกว่า 200 เส้น แ
ต่นี่นับว่ายังธรรมดาอยู่ ดังนั้นการที่พวกเราสระผมบ่อยมากนั้น จะก่อให้ผมร่วงเยอะขึ้นเรื่อยๆ 
รวมทั้งหนังหัวที่แห้งจนเกินไป จนถึงเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค หรือหนังศีรษะมันมากยิ่งขึ้น 
เนื่องจากว่าถ้าหากว่าหนังศีรษะของพวกเราแห้งจนเกินไปก็จะก่อให้ต้องผลิตน้ำมันออกมาเคลือบหนังศีรษะใหม่

แนะนำการสระผม
1. เลี่ยงการสระผมทุกวัน (ยกเว้นหากทำกิจกรรมต่างๆมาทำให้มีเหงื่อออกมาก) 
หรือจะสระวันเว้นวัน นั้นเป็นสิ่งที่พอเหมาะที่สุด
2. เลี่ยงการสระผมด้วยน้ำร้อน หรือน้ำอุ่น 
เนื่องมาจากจะมีผลให้หนังศีรษะแห้ง แล้วก็บางครั้งอาจจะส่งผลไม่ถึงผม ทำให้ผมแตกปลายได้
3. หลังจากการสระผมเสร็จแล้ว ควรหาผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมอย่างครีมนวดผม 
โดยจะเน้นย้ำที่ปลายผมเสียมากกว่า ไม่ต้องบำรุงที่โคนผม 
เพราะว่าโคนผมนั้นมีน้ำมันตามธรรมชาติหล่อเลี้ยงที่โคนผมอยู่แล้ว
4. สำหรับใครที่มีผมที่มันมาก บางทีก็อาจจะสระทุกวันก็ได้ แม้กระนั้นไม่สมควรสระเกินวันละ 1 ครั้ง
5. ควรที่จะทำการเลือกใช้แชมพูที่ไม่มีสารซัลเฟต (Sulphates) 
ซึ่งสารตัวนี้นั้นจะก่อให้มีฟองมากยิ่งขึ้น ซึ่งสารดังที่กล่าวผ่านมาแล้วบางทีก็อาจจะทำลายเส้นผม และก็ทำให้หนังศีรษะแห้งได้…

สิ่งที่ควรปฏิบัติในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

สิ่งที่ควรปฏิบัติในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ
สวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน
ไม่ทำให้ร่างกายอับชื้น
ควรงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เนื่องจากส่งผลให้ระบบภูมิต้านทานโรคในร่างกายต่ำลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ลดหวาน มัน เค็ม
และปรุงอาหารให้สุกก่อนการบริโภค
ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม
ฝรั่ง มะละกอสุก สับปะรด
ล้างมือด้วยน้ำสบู่ หรือเจลทำความสะอาดทุกครั้ง หลังจากทำกิจกรรมต่างๆ
ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
เพราะจะทำให้ร่างแข็งแรงต้านทานต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้ เช่นการเดิน การวิ่ง
การปั่นจักรยาน หรือการเล่นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย
30 นาที
หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือคลุกคลีกับผู้ป่วย รวมทั้งไม่ใช้สิ่งของรวมกับผู้ป่วย เช่น จาน
ช้อนส้อม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ และถ้ามีผู้ป่วยในบ้าน
ควรให้ปิดปากด้วยหน้ากากอนามัย เวลาไอ หรือจาม
หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนแออัดอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
เพราะอาจติดเชื้อโรคกลับมาได้ โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
มีประกันสุขภาพติดตัวไว้ กันไว้ดีกว่าแก้ หากเจ็บป่วย…

โรคจิตหลงผิด คิดไปเองแบบนี้ ต้องพบแพทย์

โรคจิตหลงผิด คือ การมีความเชื่อ หรือความนึกคิดไม่ตรงกับเรื่องจริง 
เรียกว่า อาการหลงผิด (delusion) ตั้งแต่ เรื่องนานตั้งแต่ เดือนขึ้นไป 
โดยอาการหลงผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ ระแวงว่าตนถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกปองร้าย 
ผูกเรื่องเชื่อมโยงไปในแนวทางเดียวกัน ส่วนใหญ่ไม่พบว่ามีประสาทหลอน เช่น หูแว่ว 
ผู้ป่วยมักจะยังคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ ยกเว้นบางกิจกรรมที่เกี่ยวกับความหลงผิด เช่น
ถ้าเกิดหลงผิดว่าเพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้งก็อาจจะขอลาออกจากที่ทำงาน ทั้งๆ
ที่ยังทำงานด้านนั้นได้ตามปกติ ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจจะไม่รู้ตัวว่ามีอาการหลงผิด 
ญาติหรือผู้ใกล้ชิดจึงควรดูอาการแล้วก็แนะนำให้มารักษา เพื่อให้ผู้ป่วยปรับตัวและอยู่ในสังคมได้

ประเภทของโรคจิตหลงผิด สามารถแบ่งออกเป็น
*
หลงผิดว่าบุคคลอื่นมาหลงรักตนเอง โดยบุคคลนั้นมักเป็นคนที่มีความสำคัญหรือมีชื่อเสียง (Erotomanic Type)
*
มั่นใจว่าตัวเองมีความรู้เหนือกว่าคนอื่นๆ มีความหยั่งรู้พิเศษ (Grandiose Type)
*
หลงผิดมีความคิดว่าคู่ครองของตนนอกใจ (Jealous Type)
*
ระแวงว่าตนเองถูกกลั่นแกล้ง สะกดรอย หมายเอาชีวิต (Persecutory Type)
*
หลงผิดเกี่ยวกับร่างกายของตนเอง เช่น บางส่วนของร่างกายผิดรูปร่าง หรือ อวัยวะไม่ทำงาน (Somatic Type)

ผลกระทบของโรคจิตหลงผิด
โดยธรรมดาจะกระทบถึงการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เช่นการระแวงว่าตนเองถูกกลั่นแกล้ง 
สะกดรอย หมายเอาชีวิต อาจก่อให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมแยกตัวออกจากสังคม 
เพราะว่าไม่ต้องการที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้น ต่อมาจะส่งผลกระทบต่อการทำงานและคุณภาพชีวิตได้ 
ถ้าหากเป็นอาการหลงผิดคิดว่าคู่ชีวิตของตัวเองนอกใจ อาจจะทำให้มีการทำร้ายคู่รักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดปัญหาภายในครอบครัวในที่สุด

โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก คุณผู้ชายระวังไว้

มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคที่เจอเป็นอันดับ ของเพศชายไทย 
และก็ยังพบว่ามีอัตราผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าว เพิ่มขึ้นทุกปี
จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีการเสี่ยง 
โดยมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ที่จำนวนร้อยละ 16.72
ส่วนเพศชายที่แก่ประมาณ 60 ปี มีโอกาสตรวจเจอโรคมะเร็งต่อมลูกหมากร้อยละ 50-60
โดยความเสี่ยงของโรคเพิ่มขึ้นตามอายุที่มาขึ้น และบางทีอาจมากถึงจำนวนร้อยละ 80 ในเพศชายที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป
จากการศึกษาพบว่าประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย 
มีอัตราการป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าประชากรในแถบยุโรป แอฟริกัน รวมทั้งอเมริกัน 
แต่ว่าที่น่าสนใจคือในเมืองใหญ่ของทวีปเอเชียกลับพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังเช่นว่า จีน ประเทศญี่ปุ่น กรุงเทพฯ ประเทศฮ่องกง ฯลฯ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากคืออะไร
1.
อายุที่เพิ่มสูงมากขึ้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 
พบได้มากในเพศชายอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนเพศชายที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี เจอผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้น้อยกว่า
2.
จากการศึกษารายงานพบว่าผู้ที่ทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์
ไขมันสัตว์มากนั้นมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสูง 
จากการสำรวจประชากรประเทศญี่ปุ่นที่ทานอาหารจำพวกถั่ว ปลา 
จะพบมะเร็งต่อมลูกหมากในอัตราที่ต่ำ แต่เมื่อศึกษาประชากรญี่ปุ่นที่มีการอพยพไปอยู่ที่ซานฟรานซิสโก 
ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือแอฟริกัน กลับป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสูงเทียบเท่ากับคนยุโรปและก็แอฟริกัน 
ทั้งๆที่แต่งงานกับชาวญี่ปุ่นด้วยกัน
3.
เปรียบเทียบระหว่างประชากรที่ได้รับแสงแดดตลอดปีกับประชาชนทั่วโลก 
พบว่าประชากรที่ได้รับแสงแดดตลอดปีมีอัตราการป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่า 
ก็เลยมีการตั้งสมมติฐานว่าอาจเกี่ยวกับวิตามินดีที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
4.
พันธุกรรมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แน่นอนของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก 
พบว่าหากในครอบครัวใดมีพ่อและพี่ชายเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก 
น้องชายในครอบครัวนั้นมีการเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคด้วย

สรรพคุณของตะไคร้

ตะไคร้ เป็นสมุนไพรที่อยู่ติดหลายๆ บ้าน แล้วรู้บ้างไหมว่า
นอกจากการนำมาปรุงเป็นอาหาร รวมถึงไล่ยุง ตะไคร้ ยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมาย
ลองตามมา แล้วคุณจะหลงรักตะไคร้
ตะไคร้บ้าน
ตะไคร้ สรรพคุณ
ลักษณะ
ลำต้นรูปทรงกระบอก แข็ง เกลี้ยง ตามปล้องมักมีไขปกคุลม เหง้า
มีข้อและปล้องสั้นมาก กาบใบสีขาวนวล หรือสีขาวปนม่วง รสปร่า มีกลิ่นหอมเฉพาะ

สรรพคุณ
– ทั้งต้น : ใช้เป็นยารักษาโรคหือหอบ แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ และแก้อหิวาตกโรค
นอกจากนี้ยังใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น รักษาโรคได้ เช่น บำรุงธาตุ เจริญอาหาร
และขับเหงื่อ

– ใบ : ช่วยลดความดันโลหิตสูง แก้ไข้

– ราก : ใช้เป็นยาแก้ไข ปวดท้อง ท้องเสีย

– ต้น : ใช้เป็นยาขับลม ยาแก้เบื่ออาหาร แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว
เป็นยาบำรุงธาตุไฟให้เจริญ นอกจากนี้ยังใช้ดับกลิ่นคาวได้ด้วย

– น้ำมัน : มีฤทธิ์ต้นเชื้อรา และมีกลิ่นไล่สุนัขและแมว

ตำรายาไทย : ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด
แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว
แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันโลหิต เหง้า แก้เบื่ออาหาร
บำรุงไฟธาตุ แก้กระษัย ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปัสสาวะขัด
แก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับประจำเดือน ขับระดูขาว
ใช้ภายนอกทาแก้อาการปวดบวมตามข้อ…

ถ้าอยากตรวจการได้ยินควรทำอย่างไร?

ระดับการได้ยิน สามารถตรวจได้เพื่อทดสอบความสามารถในการได้ยินของแต่ละบุคคล
มีความสำคัญกับการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในเรื่องของการติดต่อ 
รวมทั้งการสูญเสียการได้ยินนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย ทั้งวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ 
และวัยสูงอายุ ดังนั้นการตรวจการได้ยินเป็นเรื่องที่สำคัญในระดับหนึ่ง 
เพื่อป้องกันและรักษาการสูญเสียการได้ยินที่จะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้วในเบื้องต้น

ความสำคัญของการได้ยิน
การได้ยินมีความสำคัญในเรื่องของการสื่อสารโดยตรง หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น 
จะทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยการการสูญเสียการได้ยินสามารถเกิดได้กับทุกช่วงอายุ 
หากเกิดในวัยเด็ก จะทำให้มีปัญหาในเรื่องของพัฒนาการด้านภาษาและการได้ยิน 
ส่งผลให้การพูดล่าช้า หากเกิดในวัยทำงาน จะกระทบต่อคุณภาพชีวิต การทำงาน 
แล้วก็ความมั่นใจในการทำงาน รวมถึงสภาวะจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก ฯลฯ

การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน
การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน เป็นการตรวจการทำงานของหูและระบบโสตประสาท 
เพื่อประเมินหาระดับการได้ยินเสียงของบุคคลอย่างละเอียด 
เพื่อรู้ถึงระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยิน 
และวินิจฉัยความผิดปกติของระบบการได้ยิน โดยผู้ที่มีการได้ยิน ปกติ
จะมีระดับที่เริ่มได้ยินเสียงอยู่ระหว่าง -10 ถึง 25 เดซิเบล 
ถ้ามากกว่า 25 เดซิเบล ถือว่ามีความผิดปกติของการได้ยิน

สังเกตเบื้องต้นว่ามีการได้ยินที่ผิดปกติ
1.
หากบุคคลนั้นเรียกแล้วไม่ได้ยิน ฟังคำพูดไม่ชัดเจนต้องถามซ้ำ
2.
ความถี่เกี่ยวกับหู เช่น หูอื้อบ่อย มีเสียงรบกวนในหูบ่อย ฯลฯ
3.
บาดเจ็บบริเวณหูรวมทั้งศีรษะ ร่วมกับมีการสูญเสียการได้ยิน
4.
ตรวจก่อน/หลังการผ่าตัด หรือการใช้ยากลุ่มที่อาจทำลายประสาทหู
5.
ได้รับการกระทบกระเทือนจากเสียงดัง หรือทำงานในที่ที่มีเสียงดัง
6.
มีประวัติหูตึง หูหนวกในครอบครัว สาเหตุจากกรรมพันธุ์
7.
ผู้ที่ต้องการใส่เครื่องช่วยฟัง
8.
เด็กที่พูดช้า พูดผิดปกติ ไม่ตอบสนองต่อเสียง หรือมีปัญหาการเรียนรู้

สะเก็ดเงิน โรคผิวหนัง ที่รักษาไม่หายสนิท

สะเก็ดเงิน เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง 
ที่เกิดจากการทำงานของเม็ดเลือดขาวที่มากขึ้นทำให้ 
ผิวหนังแบ่งตัวเร็วขึ้น ไม่มีการติดเชื้อและไม่แพร่เชื้อ 
ไม่ใช่โรคติดต่อ ถึงแม้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 
แต่สามารถรักษาให้โรคสงบได้ ผู้ป่วยควรจะใช้ชีวิตตามปกติ 
แล้วก็เป็นเรื่องที่ผู้ป่วยและก็คนรอบข้างควรจะทำความเข้าใจ 
เกี่ยวกับโรคและการดูแลรักษา เพื่อป้องกันการกำเริบของโรค และควบคุมโรคอย่างได้ผล

รู้จักกับโรคสะเก็ดเงิน
โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ชนิดหนึ่ง 
ลักษณะของโรคคือผื่นสีแดงค่อนข้างหนาและมีขุยสีขาว 
คล้ายรังแคติดที่ผิวแต่มักจะรุนแรงกว่า มีสะเก็ดออกมามากกว่า 
กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย โดยร้อยละ 80 ของผู้ป่วย 
ผื่นสะเก็ดเงินมักเริ่มต้นที่ศีรษะก่อนจะกระจายไปยังส่วนอื่น 
ตำแหน่งที่พบบ่อยคือรอบๆศอกและหัวเข่า หรือตำแหน่งที่มีการเกาหรือเสียดสี 
คนที่เป็นโรคสะเก็ดเงินจะมีอาการคันร่วมด้วย 
โดยโรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่มีการติดเชื้อและไม่แพร่เชื้อ

สาเหตุของการเกิดโรคสะเก็ดเงิน
สิ่งที่ทำให้เกิดการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด 
พบว่าพันธุกรรมมีส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด 
เพราะผู้ป่วยบางรายก็ไม่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคสะเก็ดเงินเลย

การรักษาโรคสะเก็ดเงิน
การรักษาโรคสะเก็ดเงินเป็นการรักษาให้โรคสงบ 
แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 
หากมีสิ่งมากระตุ้นโรคจะสามารถกำเริบได้อีกโดยในการรักษาแพทย์
จะเลือกรักษาตามความรุนแรง

เคล็ดลับ “เลิกเหล้า” อย่างได้ผล

ไม่ว่างานเทศกาลอะไรจะแฮปปี้หรือเศร้า
ควรจะมีสุราเบียร์สดวางอยู่บนโต๊ะเสมอ
บางบุคคลก็รับประทานเพื่อสังสรรค์กับเพื่อนพ้องแบบสามารถควบคุมตัวเองได้
แต่บางบุคคลก็รับประทานจนกระทั่งลืมตัว ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำให้หลายๆ
ครั้งเป็นอันตรายกับตนเอง ยกตัวอย่างเช่น หกล้ม หรือตื่นมาแฮงค์จนถึงทำงานไม่ได้
หรือรุนแรงที่สุดอาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับคนอื่นๆ ตัวอย่างเช่น การหลับในหรือไม่มีสติในการขับขี่รถ
และก็ที่สำคัญไม่ว่าจะดื่มมากหรือน้อยก็มีผลต่อสุขภาพของคุณได้
รวมทั้งวันนี้พวกเราจะมาเสนอเทคนิคเลิกเหล้าที่ได้ผลกัน
เทคนิค “เลิกเหล้า” อย่างเห็นผล
– คุณจำเป็นต้องประเมินตัวเองว่าติดสุรา ติดแอลกอฮอล์ระดับไหน ควบคุมตัวเองไม่ให้ดื่มได้
หรือควบคุมไม่ได้เลย หากคุณสามารถควบคุมได้บ้าง เวลาที่ถึงช่วงที่จะต้องดื่ม ให้ท่านหากิจกรรมอื่นทำ
หรือทานอาหารแล้วก็ดื่มเครื่องดื่มอื่นๆเอาตัวเองให้ออกมาจากที่เก็บสุราเบียร์สดและก็ร้านค้าต่างๆด้วย
แต่ถ้าเกิดไม่สามารถควบคุมความอยากดื่มของตนเอง อยากดื่มจนถึงมือสั่นหรือรำคาญเมื่อไม่ได้ดื่ม
ไร้สติ นอนไม่หลับ อื่นๆอีกมากมาย ควรจะเข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน
– เริ่มจากการลดจำนวนในการดื่มต่อเดือน ต่อสัปดาห์ หรือต่อวันลงทีละเล็กละน้อย
– หาแรงจูงใจมากระตุ้นให้ต้องการเลิกดื่ม เป็นต้นว่า
ต้องการสุขภาพแข็งแรงเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อลูกและก็ครอบครัว
หรือต้องการแข็งแรงเพื่อมีเวลาออกเดินทางท่องเที่ยว
โดย เขียน หรือหารูปแปะไว้ตามที่ต่างๆในบ้าน หรือในที่ที่มองเห็น
– หัดปฏิเสธคำเชิญของเพื่อนฝูงที่เชิญดื่มเหล้าบ้าง ให้ลองมาทำกิจกรรมอันอื่นหรือทานอาหารอื่นๆดู
– แบ่งเวลามาดูแลตนเองมากขึ้น กินอาหารที่มีประโยชน์ แล้วก็ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ถ้าทำทุกอย่างแล้วเลิกดื่มไม่ได้ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนยาเสพติด 1165
หรือที่สถาบันรักษาแล้วก็ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ จังหวัดปทุมธานี
รวมทั้งโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง
ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดสงขลา และก็จังหวัดปัตตานี…

การหลีกเลี่ยงปัญหากระดูกพรุน

การหลีกเลี่ยงปัญหากระดูกพรุน ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ทั้งนั้น นั่นคือระมัดระวังพฤติกรรมต่าง ๆ ดังนี้

1.ระวังไม่กินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะการกินโปรตีนมากเกินไปจะกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากผิดปกติ

2.ระวังไม่กินอาหารเค็มจัดหรือมีโซเดียมมาก เพราะเกลือโซเดียมที่มากเกินจะทำให้การดูดซึมของแคลเซียมจากลำไส้ลดลง ร่างกายจึงไม่สามารถนำแคลเซียมมาใช้ได้ และยังทำให้การสูญเสียแคลเซียมทางไตมากขึ้นด้วย

3.ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมาก เพราะในน้ำอัดลมมีส่วนผสมที่ชื่อ “กรดฟอสฟอริก” ที่ทำให้เกิดฟองฟู่ การดื่มน้ำอัดลมมากทำให้ความสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัสเสียไป (มีฟอสฟอรัสมากขึ้น) ร่างกายจึงจำเป็นต้องสลายแคลเซียมออกจากคลังกระดูก เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอสฟอรัสในเลือดสูงเกินไปจนส่งผลอันตรายต่อชีวิต

4.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มจำพวกเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต แอลกอฮอลฃ์หรือคาเฟอีน ในเครื่องดื่มเหล่านี้จะไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม ทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมามากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ควรดื่มชาการแฟเกินวันละ 3 ถ้วย

5.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ แคลเซียมมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลระหว่างค่าความเป็นกรดด่างของเลือด การสูบบุหรี่ทำให้ร่างกายมีภาวะเป็นกรด แคลเซียมจะเข้ามามีบทบาทในการสะเทินฤทธิ์กรดจากบุหรี่ ดังนั้น บุหรี่ทุก ๆ มวนจึงเป็นตัวที่ทำให้แคลเซียมละลายจากกระดูก นอกจากนี้ บุหรี่ยังทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงต่ำกว่าปกติด้วย จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุน

6.ระวังการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาที่มีสารสเตียรอยด์ ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ยาเหล่านี้เร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย ดังนั้น หากจำเป็นต้องกินเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ส่งท้ายด้วยการป้องกันภาวะกระดูกพรุน กำชับตัวเองให้กินอาหารครบหมวดหมู่ ได้รับแคลเซี่ยมในปริมาณเหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ไม่กินอาหารโปรตีนมากเกินไป ไม่กินอาหารเค็มจัดหรือที่มีโซเดียมมากเกินไป ไม่ดื่มน้ำอัดลม หลีกเลี่ยงแอลกอฮอลล์ ชา กาแฟ ช็อคโกแลต และการสูบบุหรี่…