การหลีกเลี่ยงปัญหากระดูกพรุน

การหลีกเลี่ยงปัญหากระดูกพรุน ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ทั้งนั้น นั่นคือระมัดระวังพฤติกรรมต่าง ๆ ดังนี้

1.ระวังไม่กินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะการกินโปรตีนมากเกินไปจะกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากผิดปกติ

2.ระวังไม่กินอาหารเค็มจัดหรือมีโซเดียมมาก เพราะเกลือโซเดียมที่มากเกินจะทำให้การดูดซึมของแคลเซียมจากลำไส้ลดลง ร่างกายจึงไม่สามารถนำแคลเซียมมาใช้ได้ และยังทำให้การสูญเสียแคลเซียมทางไตมากขึ้นด้วย

3.ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมาก เพราะในน้ำอัดลมมีส่วนผสมที่ชื่อ “กรดฟอสฟอริก” ที่ทำให้เกิดฟองฟู่ การดื่มน้ำอัดลมมากทำให้ความสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัสเสียไป (มีฟอสฟอรัสมากขึ้น) ร่างกายจึงจำเป็นต้องสลายแคลเซียมออกจากคลังกระดูก เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอสฟอรัสในเลือดสูงเกินไปจนส่งผลอันตรายต่อชีวิต

4.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มจำพวกเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต แอลกอฮอลฃ์หรือคาเฟอีน ในเครื่องดื่มเหล่านี้จะไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม ทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมามากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ควรดื่มชาการแฟเกินวันละ 3 ถ้วย

5.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ แคลเซียมมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลระหว่างค่าความเป็นกรดด่างของเลือด การสูบบุหรี่ทำให้ร่างกายมีภาวะเป็นกรด แคลเซียมจะเข้ามามีบทบาทในการสะเทินฤทธิ์กรดจากบุหรี่ ดังนั้น บุหรี่ทุก ๆ มวนจึงเป็นตัวที่ทำให้แคลเซียมละลายจากกระดูก นอกจากนี้ บุหรี่ยังทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงต่ำกว่าปกติด้วย จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุน

6.ระวังการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาที่มีสารสเตียรอยด์ ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ยาเหล่านี้เร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย ดังนั้น หากจำเป็นต้องกินเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ส่งท้ายด้วยการป้องกันภาวะกระดูกพรุน กำชับตัวเองให้กินอาหารครบหมวดหมู่ ได้รับแคลเซี่ยมในปริมาณเหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ไม่กินอาหารโปรตีนมากเกินไป ไม่กินอาหารเค็มจัดหรือที่มีโซเดียมมากเกินไป ไม่ดื่มน้ำอัดลม หลีกเลี่ยงแอลกอฮอลล์ ชา กาแฟ ช็อคโกแลต และการสูบบุหรี่…

จมูกไม่ได้กลิ่น ความแปลกที่คุณอาจเป็นได้

จมูกไม่ได้กลิ่นมีผลต่อการใช้ชีวิตในด้านของสุนทรียภาพ 
ผู้ป่วยที่ประสบปัญหานี้จะขาดความสุขในการรับกลิ่น การสัมผัสกับรสชาติของกิน 
อีกทั้งขาดการรับทราบถึงอันตรายต่างๆที่ควรจะหลีกเลี่ยง เช่น กลิ่นแก๊สรั่ว กลิ่นไฟไหม้ ฯลฯ 
จึงนับว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ควรจะทราบ เนื่องจากว่าปัญหานี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน
ถ้าเกิดปฏิบัติตนให้อยู่ในความเสี่ยง ที่ส่งผลต่อประสาทสัมผัสในการรับกลิ่น

สาเหตุของปัญหาจมูกไม่ได้กลิ่น
1.
การอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูก โพรงไซนัส ทำให้กลิ่นขึ้นไม่ถึงปลายประสาทรับกลิ่น
2.
เนื้องอกอุดกลั้น ทำให้กลิ่นขึ้นไม่ถึงปลายประสาทรับกลิ่น
3.
อุบัติเหตุที่ศีรษะที่ทำให้ปลายประสาทอักเสบ บาดเจ็บ หรือฉีกขาด มีผลต่อการได้กลิ่นที่น้อยลง หรือบางทีอาจไม่ได้กลิ่นเลย
4.
การได้รับสารเคมีบางสิ่งที่ทำลายการรับกลิ่น อาทิเช่น การได้รับกลิ่นฟอร์มาลีนเป็นระยะเวลานาน 
อาจส่งผลให้ปลายประสาทอักเสบและก็ตายลงบางส่วน ทำให้การรับกลิ่นลดลงหรือไม่ได้กลิ่นเลย
5.
ผิดปกติทางพันธุกรรม บางทีอาจไม่มีปลายประสาทรับกลิ่นหรือมีความผิดปกติที่ปลายประสาทรับกลิ่น
6.
อายุที่มากขึ้นรวมทั้งโรคทางสมองบางประเภท

บริเวณที่ส่งผลต่อการรับกลิ่นในกรณีอุบัติเหตุที่ศีรษะ
*
หน้าผาก
*
ท้ายทอย 

ลักษณะอาการจมูกไม่ได้รับกลิ่น
*
เฉียบพลัน มักเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากอุบัติเหตุ บางรายเกิดในทันทีหลังผ่าตัด
*
เรื้อรัง มักเกิดจากการอักเสบที่เยื่อบุโพรงจมูก เนื้องอก 
การได้รับสารเคมี อายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้อาการค่อยๆดำเนินไป

วิธีการรักษา
*
อาการซึ่งสามารถรักษาได้ คือ เกิดจากการอักเสบ หวัด ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ฯลฯ 
รวมทั้งภาวะอุดกั้นซึ่งสามารถเอาออกได้ อย่างเช่น เนื้องอก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาด้วย 
หากอุดกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน จะนำมาซึ่งการทำให้ปลายประสาทไม่ทำงานเป็นเวลานานไปด้วย และก็บางทีอาจฟื้นตัวช้าหรือไม่สมบูรณ์
*
ไม่อาจจะรักษาได้ คืออุบัติเหตุที่ทำให้เส้นประสาทฉีกขาดไป

การปกป้องอาการจมูกไม่ได้กลิ่น
1.
ระวังไม่ให้เยื่อโพรงจมูกบวม หากเป็นหวัดหรือภูมิแพ้ให้รีบรักษา
2.
รักษาสุขภาพสม่ำเสมอ นอนพักให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
3.
หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่ศีรษะ

4 ข้อควรจะทราบก่อนที่จะตัดสินใจใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน

การรู้จักยาคุมกำเนิดเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าการปล่อยให้เด็กเกิดมาในตอนที่ยังไม่มีอะไรพร้อมเป็นเรื่องที่สร้างความทุกข์ยากให้แก่ตัวคุณเอง 
แต่ว่าสมุมติว่าวันไหนเกิดมีอะไรกันโดยที่ไม่ได้ป้องกัน วิวัฒนาการด้านการแพทย์ก็ยังสามารถช่วยคุณได้ สิ่งที่ว่าซึ่งก็คือ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน
แต่ว่าก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี เพราะขึ้นชื่อว่ายาย่อมส่งผลข้างเคียงอยู่แล้ว ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินควรศึกษาข้อมูลดังต่อไปนี้ซะก่อน
1. 
ยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถปกป้องการตั้งครรภ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยมีค่าเฉลี่ยในการป้องกันอยู่ที่ประมาณ 75-89เปอร์เซ็นต์เพียงแค่นั้น 
นอกนั้นยังไม่อาจจะป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย
2. 
ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมีไว้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆและก็ควรจะทานเม็ดแรกในทันทีภายหลังจากมีเซ็กส์ 
แต่หากว่าไม่มีเตรียมไว้สามารถทานในระยะเวลา 72 ชั่วโมงหลังร่วมเพศ แล้วก็หลังจากนั้น 12 ชั่วโมงจึงค่อยทานยาเม็ดถัดไป
3. 
ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน กล่อง สามารถทานได้ตามที่กำหนด แต่จะต้องไม่ลืมทานเม็ดใดเม็ดหนึ่งเด็ดขาด 
และไม่ควรจะทานทานเกิน กล่องต่อเดือน เพราะเหตุว่าหากทานมากไปจะมีผลให้มดลูกอ่อนแอและบางลง ซึ่งมีผลต่อการตั้งครรภ์ในอนาคตได้
4. 
ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินทำให้เกิดอาการข้างเคียงต่างๆได้ อย่างเช่น อ้วก คลื่นไส้ วิงเวียน ปวดหัว เจ็บท้อง รอบเดือนมาไม่ปกติ ฯลฯ 
โดยเหตุนั้นจึงต้องควรปรึกษาเภสัชกรหรือหมอก่อนจะทาน ซึ่งในระยะยาวอาจจะส่งผลให้รังไข่และเยื่อบุโพรงมดลูกมีลักษณะอาการไม่ปกติ และที่สำคัญทำให้มีการเสี่ยงมากที่จะตั้งครรภ์นอกมดลูก
การรู้จักคุมกำเนิดเป็นเรื่องที่ดี แต่จะดียิ่งกว่านี้หากมีเพศสัมพันธ์ในเวลาที่พร้อม นอกจากนั้นยังควรให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางด้วย 
เพราะนอกจากจะช่วยคุมกำเนิดได้แล้วยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย

อาหารบำรุงเลือด ป้องกันภาวะโรคโลหิตจาง

ผู้คนจำนวนมากที่มีภาวะโลหิตจาง หรือเพียงแค่ต้องการบำรุงเลือดของตนให้สมบูรณ์ วันนี้พวกเราจะมาแนะนำของกินซึ่งสามารถช่วยบำรุงเลือด หรือมีภาวะโลหิตจาง ซึ่งสามารถรับประทานได้อย่างเต็มที่ 
ถ้าหากต้องการที่จะทานอาหารที่บำรุงเลือดจะต้องเลือกของกินที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กแล้วก็โปรตีน แล้วอาหารใดที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กและโปรตีนบ้างมาดูกัน
อาหารบำรุงเลือด กลุ่มที่ควรจะทาน
1. 
น้ำว่านหางจระเข้ โดยปกติหลายๆคนจะนิยมนำว่านหางจระเข้มาคั้น แล้วนำน้ำมาดื่มเพื่อกระตุ้นร่างกายให้มีการ ผลิตเลือด เพราะว่าในว่านหางจระเข้จะอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ กรดอะมิโน เอนไซม์ วิตามิน และก็แร่ธาตุหลายประเภท 
ซึ่งสามารถช่วยล้างของเสีย ต้านการอักเสบ รวมทั้งผลักดันระบบเลือดให้ดำเนินการคล่องตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
2.
พริก กระเทียม ขมิ้น คุณประโยชน์ของสมุนไพรทั้ง ประเภทนี้จะสามารถช่วยการไหลเวียนของโลหิตได้อย่างดี อีกทั้งยังสามารถช่วยลดระดับความดันของเลือดให้อยู่ในระดับที่ปกติดีอีกด้วย
3. 
ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ มีธาตุเหล็กอยู่บ้าง แต่ธาตุเหล็กที่ได้จากผักรวมทั้งผลไม้มักเป็นธาตุเหล็กที่ร่างกายดูดซึมและก็นำไปใช้ได้ไม่มากนัก จำเป็นต้องรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง พร้อมกันไปด้วย
4. 
ข้าวเสริมธาตุเหล็ก,ข้าวหอมนิล,ข้าวสายพันธุ์ ข้าวจำพวกนี้จะมีคาร์โบไฮเดรตแล้วก็ธาตุเหล็กสูง อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก กรดโฟลิก คลอโรฟิลส์ ที่เป็นสารโมเลกุลเหมือนฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง 
เหมาะสมแก่คนที่อยากเสริมธาตุเหล็กแต่ไม่ชอบทานเนื้อสัตว์
5. 
ซีเรียล ข้าวโอ๊ต ถั่วแดง ถั่วดำ อัลมอนต์ จมูกข้าวสาลี สำหรับคนที่ไม่ชอบทานเนื้อสัตว์ท่านจะสามารถเสริมธาตุเหล็กด้วยซีเรียล ข้าวโอ๊ต ถั่วดำ และก็ถั่วแดงได้เหมือนกัน 
เนื่องจากเมล็ดพืชชนิดนี้อุดมไปด้วยธาตุเหล็กค่อนข้างสูง

5 ท่าออกกำลังกายที่บ้าน

ท่าที่ 1 สควอต

วางเท้าให้เท่าช่วงไหล่หรือกว้างกว่าช่วงไหล่นิดหน่อย จากนั้นย่อตัวลงมาโดยเน้นหย่อนก้นไปด้านหลัง โดยในขณะที่ย่อหัวเข่าต้องไม่เลยปลายเท้า และขณะย่อตัวลงไปให้เกร็งหน้าทเอง ส่วนตอนยกตัวขึ้นมาให้ขมิบก้นด้วย ทำทั้งหมด 1 นาที

ท่าที่ 2 วิดพื้น

อยู่ในท่าแพลงก์แบบยืดแขนตรง มือวางห่างเท่าช่วงไหล่ จากนั้นย่อตัวลงมาให้หลังอยู่ในระนาบเดียวกับก้น เกร็งหน้าท้อง ลำตัวตรง และแขนอยู่ชิดกับลำตัวให้มากที่สุด ทำทั้งหมด 30 วินาที + 10 ครั้ง

ท่าที่ 3 Mountain climber

อยู่ในท่าแพลงก์แบบยืดแขนตรง มือวางห่างเท่าช่วงไหล่ เกร็งท้อง ยกขาซ้ายแทงเข้าหาศอก สลับกับขาขวา ทำต่อเนื่อง 30 วินาที (เหมือนวิ่งอยู่กับที่)

ท่าที่ 4 Lunges

ยืนกางเท้าห่างเท่าช่วงไหล่ มือเท้าสะโพก ก้าวขาซ้ายมาข้างหน้าให้เข่าทำมุมตั้งฉากกับพื้น ย่อตัวลง ใช้แรงจากเท้าซ้ายยันตัวกลับสู่ท่าเริ่มต้น แล้วสลับข้าง ทำทั้งหมด 1 นาที

ท่าที่ 5 กระโดดตบ

ยืนตัวตรง เท้าชิด กระโดดเอามือตบกัน ขณะกระโดดให้กางเท้าออกเท่าช่วงไหล่ ทำต่อเนื่องประมาณ 30 วินาที จะช่วยให้หัวใจเต้นแรงขึ้น เป็นการแอโรบิกอย่างหนึ่ง…

ทำไม “มะเร็งเต้านม” จึงเป็นมะเร็งร้ายอันดับ 1 ของผู้หญิงทั่วโลก?

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้หญิงเป็นอันดับ 1 ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 1
ในผู้หญิงไทย จากเดิมที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็งปากมดลูก
และมีแนวโน้มว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
โรคมะเร็งเต้านมไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร
แต่มีปัจจัยหนุนคือฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมจนเจริญเติบโตผิดปกติ
และร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้
ทำให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ

สัญญาณอันตราย “มะเร็งเต้านม”
ความจริงแล้วมะเร็งเต้านมมีหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือชนิดที่เกิดจากท่อน้ำนม
เมื่อเซลล์มะเร็งแบ่งตัวจนทะลุเนื้อเยื่อของท่อน้ำนมเข้าไปถึงท่อน้ำเหลืองหรือเส้นเลือดก็จะแพร่กระจายไปตามส่วนต่างๆ
ของร่างกาย เช่น กระดูก ตับ ปอด หรือสมอง ซึ่งโรคมะเร็งเต้านมเริ่มแรกจะไม่แสดงอาการ ไม่เจ็บ ไม่ปวด
มีเพียงก้อนเนื้อให้สัมผัสได้แต่ไม่รู้สึก หลายคนจึงละเลยจนเข้าสู่ระยะลุกลามปล่อยทิ้งไว้จนเกิดอาการที่ตามมา เช่น
เต้านมบวมผิดปกติ แตก เน่า เป็นแผล แล้วค่อยไปพบแพทย์ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว

กลุ่มเสี่ยง “มะเร็งเต้านม”
โดยอายุเฉลี่ยของคนไข้ที่พบมะเร็งเต้านมคือ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจริงๆ แล้วเซลล์มะเร็งอาจจะก่อตัวก่อนหน้านั้น
แต่เพิ่งมาตรวจพบในช่วงวัยดังกล่าว เพราะมะเร็งเต้านมค่อนข้างโตช้า กว่าจะโตจากขนาด 1 เซนติเมตรไปสู่ 2
เซนติเมตรต้องใช้เวลาประมาณ 90-180 วัน กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมคือ
บุคคลที่มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งเต้านมเกินสองคนขึ้นไป เช่น แม่ พี่สาว หรือน้องสาว
คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นถึงสิบเท่าและมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเร็วขึ้น
ดังนั้นจึงต้องตรวจหาความผิดปกติด้วยตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆรวมถึงการตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมและอัลตราซาวน์ (digital mammogram and ultrasound)…

กระไดลิง มีดีมากกว่าเถาแห้ง

กระไดลิง เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ถั่วและอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ มีชื่อเรียกอื่นตามแต่ละท้องถิ่นว่า
มะลืมคำ (เชียงใหม่), กระไดวอก โชกนุ้ย (ชาวบน-ชัยภูมิ),เครือเสี้ยว (ไทใหญ่), บันไดลิง, ลางลิง เป็นต้น
โดยลักษณะของ กระไดลิง จัดเป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็งผลัดใบขนาดใหญ่ มีมือเกาะ มักขึ้นพาดพันตามเรือนยอดของต้นไม้อื่นไปได้ไกล
เถาแก่มีลักษณะแข็ง เหนียว แบน โค้งไปมาเป็นลอนสม่ำเสมอ ลักษณะเป็นขั้นๆ ดูคล้ายบันได จึงเรียกชื่อพรรณไม้ชนิดนี้ว่า“กระไดลิง”
ขณะที่ตามกิ่งอ่อนจะมีขนขึ้นประปราย ส่วนกิ่งแก่จะเกลี้ยงไม่มีขน มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย
ภูมิภาคอินโดจีน และอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วภาคของประเทศ ยกเว้นแค่ภาคใต้เท่านั้น
ส่วน ใบกระไดลิง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปพัด
ปลายใบแหลมหรือเว้ามากหรือน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-11 เซนติเมตร
เป็นรูปคล้ายหัวใจ ร่วงหล่นง่าย เพราะหูใบมีขนาดเล็กมากขยับมาที่ ดอกกระไดลิง ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง
ช่อดอกเป็นแบบช่อแยกแขนง ยาวประมาณ 12-25 เซนติเมตร มีขนขึ้นประปราย แตกแขนงน้อย
แต่ละแขนงจะมีดอกขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบดอกมี 5 กลีบ เป็นสีขาวอมเหลือง แยกจากกัน คล้ายรูปหัด
ด้าน ผลกระไดลิง ออกผลเป็นฝัก ฝักมีลักษณะแบน รูปรีหรือรูปไข่แกมรี ปลายฝักมน มีติ่งแหลมสั้น
ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ฝักแก่เป็นสีน้ำตาลแดง เมื่อแห้งจะแตกออก
ภายในมีเมล็ด 1-2 เมล็ด ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน
ซึ่งในประเทศไทย กระไดลิง เป็นพืชที่นิยมนำเถาแห้งที่คดงอไปมา ใช้ในงานประดิษฐ์หลายอย่าง เช่น ต้นไม้ประดิษฐ์, กรอบรูป หรือ
แกนของโคมไฟ ส่วนเปลือกของต้นกระไดลิงมีความเหนียว สามารถนำมาใช้แทนเชือกได้อย่างไรก็ตาม สรรพคุณของ กระไดลิง มีมากกว่าแค่ เถาแห้ง
หรือ เปลือก เพราะเถามีรสเบื่อเมา แก้พิษได้ทั้งปวง โดยกะจำนวนพอประมาณใช้ต้มกับน้ำดื่ม ได้ทั้งแก้พิษฝี แก้ไข้ตัวร้อน ขับเหงื่อ แก้ร้อนใน แก้ไข้เซื่องซึม แก้พิษโลหิต
แก้พิษไข้ทั้งปวง และเป็นยาแก้กระษัย โดยตำรายาพื้นบ้านทางภาคอีสานของไทย
จะใช้เถาหรือต้นนำมาต้มกับน้ำหรือฝนกับน้ำดื่มเป็นยาแก้บิด ขณะที่ในประเทศอินโดนีเซีย
จะนิยมใช้น้ำเลี้ยงหรือน้ำที่ตัดได้จากเถาหรือต้นสดที่ไหลซึมออกมา แล้วใช้ภาชนะรอง นำมาจิบกินบ่อยๆ
เพื่อเป็นยาบรรเทาอาการไอนอกจากนี้ เปลือกมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคผิวหนัง แก้ปวดข้อ
ใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำอาบเพื่อใช้เป็นยาคุมกำเนิด
แต่คนท้องห้ามใช้ เพราะอาจจะทำให้แท้งบุตรได้ส่วนรากมีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษต่างๆ,ใบมีสรรพคุณเป็นยาขับเหงื่อ แก้ไข้ตัวร้อน
และเมล็ดใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ไข้เซื่องซึมมีอาการหน้าหมองเนื่องมาจากพิษไข้ แก้ร้อนใน ช่วยขับเหงื่อ…

โรคยอดฮิตที่เป็นกันบ่อย

โรคในผู้หญิงที่พบได้บ่อยนั้นไม่ใช่เพียงแค่มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งปากมดลูก แต่โรคอื่นๆก็ยังคร่าชีวิตของคุณผู้หญิงทั่วโลก
เพราะไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค
บทความนี้จึงจะมาแนะนำให้รู้จักกับโรคร้ายต่างๆที่ผู้หญิงควรระวังไว้
1.โรคหัวใจ และหลอดเลือด
เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก และจากสถิติพบว่า
อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่างกับผู้ชายที่ลดลง
ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงเข้ารับการตรวจสุขภาพน้อยกว่าผู้ชาย
และการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้หญิงก็ให้ผลการตรวจได้ไม่ชัดเจน เท่ากับผู้ชาย
2.โรคหลอดเลือดสมอง คือโรคร้ายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1
โดยผู้หญิงมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มากกว่ามะเร็งเต้านมถึง 2 เท่า
แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้จักอาการของโรคนี้ และไม่เชื่อว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกช่วงอายุ
สำหรับโรคหลอดเลือดสมองนั้น ประกอบไปด้วย 3 โรคหลัก ๆ คือ เส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก
และเส้นเลือดสมองอุดตัน โดยจะพบผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบมากที่สุด ทั้งนี้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
หากในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นโรคหัวใจ เพราะฉะนั้น
หากใครมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตามัว อย่านิ่งนอนใจ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
3.มะเร็งอวัยวะสีบพันธ์ นับ ได้ว่าเป็นโรคมะเร็งอันดับต้นๆ ที่เป็นภัยร้ายคร่าชีวิตผู้หญิงไทยไปอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ภัยดังกล่าวจะมีอัตราลดลงบ้าง เนื่องจากผู้หญิงมีความตื่นตัวและใส่ใจกับโรคทางนรีเวชมากขึ้น
แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพราะมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงเกิดได้หลายส่วน
มะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุด มะเร็งรังไข่พบมากเป็นอันดับสอง
4.ภาวะสมองเสื่อม อีกหนึ่งโรคร้ายแรง ที่เป็นภัยเงียบใกล้ตัวคุณ โรคนี้สามารถที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ
จากความสามารถในการทำงานของสมองของคุณถดถอยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำ ความเข้าใจ การใช้เหตุผล
ซึ่งภาวะสมองเสื่อมนี้ เป็นอาการแสดงของหลายๆ โรค ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์
และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงสูงอายุ โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะขาดฮอร์โมนเพศในวัยหมดประจำเดือน
5.มะเร็งปอด โรคนี้ สามารถคร่าชีวิตของผู้หญิง โดยพบว่า มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งลำดับที่ 5
ที่ผู้หญิงทั่วโลกต้องเผชิญ ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น
และผู้หญิงยังไวต่อสารการก่อให้เกิดมะเร็งมากกว่าผู้ชาย…

รู้จัก ไก่ พิริ พิริ และ พุดดิ้งผลไม้สด คุณค่าแห่งร่างกาย

แน่นอนสุขภาพที่ดีมันควรมาจากอาหารวันนี้จึงสิ่งที่ต้องมาแนะนำในการดูแลร่าง
กายให้มีความแข็งแรงอีกทั้งยังสามารถทำให้พฤติกรรมควบคุมอาหารได้ดีขึ้นอีก
ด้วยเริ่มจาก

ไก่พิริ พิริ อาหาร สไตล์ โปรตุเกส
ที่บอกได้เลยว่ามีข้อดีในเลือกสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายและสามารถควบ
คุมน้ำหนักได้อีกด้วย มันฝรั่งมีโปรตีนที่มีคุณภาพเพราะเป็นแหล่งรวมพลังงาน
และให้ความผักกาดหอม เป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีน ผักกาดหอม, พริกพร พริ
แคลอรี่ และไขมันที่ต่ํากว่าเนื้อชนิดอื่น ๆ อบอุ่นแก่ร่างกาย มีสารเพกทิน ซึ่งเป็น
อย่างดี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็น ซึ่งจะช่วยให้การควบคุมน้ําหนัก และ
สารชนิดหนึ่งในประเภทคาร์โบไฮเดรต

ที่สาเหตุของมะเร็ง และป้องกันภาวะ เสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอ บํารุงผิว
จะช่วยทําให้การบีบ และคลายตัวของ หลอดเลือดแข็ง นอกจากนี้ยังมีสารแลก
เส้นผม, เล็บ และกระดูกได้เป็นอย่างดี ลําไส้ทํางานได้ดีขึ้น แต่ควรทานใน
ทูคาเรียม ที่ช่วยให้คลายกังวล และผ่อน

นอกจากนี้เนื้อไก่ยังเป็นแหล่งกําเนิดขึ้น ปริมาณที่พอเหมาะ และหลีกเลี่ยงการ
คลายได้อีกด้วยติของกรดอะมิโนลิวซีน
ซึ่งจะทําชุ่มน้ํามันเพราะทําให้น้ําหนักขึ้นได้ง่าย ความเผ็ดของพริกพร พร
ช่วยบรรเทา – หน้าที่ยับยั้งการสลายตัวของกล้ามเนื้อาการไข้หวัด ลดน้ํามูก
และสําหรับผู้ที่เป็นหอบหืด ภูมิแพ้

และจะช่วยทําให้เร่งการย่อยอาหารให้เร็วยิ่งขึ้นหลอดลมขยายตัวได้ดี ไม่หดเกร็ง
เป็นแหล่งรวมวิตามินบี 12 ที่ช่วยบํารุง การทํางานเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งช่วยป้องกัน
อาการเหนื่อยล้าได้ง่าย มีความสดชื่น มากขึ้นกว่าเดิม

ส่วน พุดดิ้งผลไม้สด อาหารว่างเพื่อสุขภาพ ออร์แกนิก 100%
มีส่วนประกอบหลักจาก ผลไม้สดสามชนิด อย่าง กระเจี๊ยบ เสาวรส และฝรั่ง

เมนูขนมหวานที่ไม่ใส่ น้ําตาล, ไม่มีไขมัน, ไม่ใส่กลูเตน, ไม่ใส่ วัตถุกันเสีย
รวมถึงปลอดเจลาติน จะใช้ สารเพคตินที่มีอยู่ในตัวผลไม้อยู่แล้วทําให้
เซ็ตตัวเป็นพูดดึงเอง ซึ่งเพคตินเป็นสารละลายน้ําได้เป็นสารที่สกัดจาก ผลไม้
นิยมนํามาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร

เพคตินจะเกิดเป็นร่างแหในขณะที่ต้ม น้ําตาลกับผลไม้ทําให้เกิดเป็นวันขึ้น โดย
ผลไม้ที่มีเพคตินสูงคือ กระเจี๊ยบ มะขาม ฝรั่ง มะกอกน้ํา เสาวรส มะดัน ชม เป็นต้น
เหมาะสําหรับทานเป็นของว่าง ระหว่างมือหรือก่อนเล่นกีฬาได้เป็นอย่างดี

การรับประทานของว่างระหว่างมือจะช่วย
ให้ร่างกายรับสารอาหารได้ดีกว่าการรับ ประทานอาหารเป็นมือใหญ่ เพราะการรับ
ประทานที่ละน้อยจะช่วยรักษาระดับ น้ําตาลในเลือด อินซูลิน และไขมัน ไม่ขึ้น
สูงจนเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับการรับ ประทานอาหารมื้อหลักที่ใช้เวลาย่อยนาน
กว่า ยกตัวอย่างเช่น คนเป็นเบาหวาน…

เลเซอร์กับนวัตกรรมสมัยใหม่

เลเซอร์ คือกระบวนการรักษาผิวหนังอย่างหนึ่ง ซึ่งช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้นด้วยเลเซอร์
โดยยิงแสงเลเซอร์ไปตรงบริเวณที่เกิดความผิดปกติ และลอกชั้นผิวหนังออกทีละชั้น
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการกรอผิวด้วยแสงเลเซอร์ โดยปัจจุบันนิยมเลเวอร์แบบ IPL
เป็นการเลเซอร์ที่พลังงานแสงความเข้มสูง คล้ายแสงแฟลช ใช้ในการกระตุ้น การสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน
ใต้ผิวหนัง และรักษารอย ที่เกิดจากแสงแดด ทำร้ายและทำลายเซลล์ผิวหนัง
การเลเซอร์ทำเพื่อความสวยงาม
-Trios ใช้รักษากระตื้น และรอยดำ โดยการทำลายเม็ดสี ที่เข้มผิดปกติ ให้หลุดลอกออก
-ริ้วรอยเล็กๆ และริ้วรอยรอบปาก Trios จะกระตุ้นให้ผิวชั้นกลาง สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ริ้วรอยเล็กๆก็จะลดลง
-รอยแดง เส้นเลือดแดงฝอยเล็กๆ และฝ้าเส้นเลือด Trios จะทำลายเส้นเลือดฝอยเล็ก และทำให้เส้นเลือดหดเล็กลง
-รูขุมขนที่กว้าง จะกระชับเล็กลง
-ปรับสภาพสีผิว ให้สม่ำเสมอ ลดความหมองคล้ำ ผิวขาวใสขึ้น
การทำเลเซอร์จะรักษาปัญหาผิวพรรณ
-เนื้องอกหลอดเลือด ผู้ ที่มีปานแดง เส้นเลือดฝอยบนใบหน้าหรือบริเวณคอขยายตัวผิดปกติ
เกิดเนื้องอกฮีแมงจิโอมา หรือป่วยเป็นมะเร็งคาโปซี
-เม็ดสีผิดปกติหรือรอยสัก เลเซอร์ผิวหนังใช้รักษาผู้ที่เม็ดสีผิวผิดปกติ เช่น รอยปาน ฝ้า หรือปานดำแต่กำเนิด
รวมทั้งใช้ลบรอยสักบนผิวหนัง
-การกำจัดขน เลเซอร์ใช้กำจัดขนได้ โดยเฉพาะผู้ที่เกิดภาวะขนดกขึ้นตามร่างกาย
-คีลอยด์และรอยแผลเป็นที่นูนหนา ผู้ที่มีรอยแผลเป็นนูนและหนา หรือผู้ที่เกิดแผลคีลอยด์นั้น
อาจหาวิธีกำจัดรอยแผลได้ยาก การทำเลเซอร์ผิวหนังจะช่วยตกแต่งแผลเป็นให้ดีขึ้นได้
-การฟื้นฟูปรับสภาพผิว การทำเลเซอร์ปรับสภาพผิวจะครอบคลุมปัญหารอยเหี่ยวย่น รอยแผลเป็น
และผิวไหม้จากแสงแดด
ข้อเสียของการทำเลเซอร์
1. ผิวหน้าไวต่อแดด แพ้ง่าย เป็นแผลง่าย เนื่องจากเลเซอร์ทำให้เกิดความร้อนที่ผิวชั้นบน
ผิวหนังจึงอักเสบง่ายและเกิดรอยแผล
2. ผิวหน้าระคายเคืองต่อเครื่องสำอางง่าย ผิวอ่อนแอ สครับผิวหรือนวดหน้าไม่ได้
3. ผิวหน้าแห้ง เป็นขุยง่าย ความร้อนจากการทำเลเซอร์ จะทำให้มีอาการผิวแห้ง ลอกเป็นขุยหลังทำ
4. ผิวหน้าเป็นฝ้า กระ จุดด่างดำได้ง่ายขึ้น หากดูแลไม่ถูกวิธี ไม่หลบแดด ทายาไม่ครบจะทำให้เกิดจุดด่างดำได้ง่ายขึ้น
5. ต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากแพทย์เท่านั้น ไม่ สามารถใช้เครื่องสำอางปกติที่เรามีได้ ผลิตภัณฑ์จากแพทย์มีราคาสูง
ถ้าหมดก็ต้องกลับไปซื้อมาเพิ่ม ไม่สามารถใช้ครีมทั่วไปตามท้องตลาดได้อีก
6. ค่าใช้จ่ายสูง การทำเลเซอร์แต่ละครั้งมีราคาตั้งแต่หลักพันขึ้นไป
7. หยุดทำหน้าคล้ำเหมือนเดิม เลเซอร์ไม่ได้ให้ผลถาวรตลอดไป เมื่อหยุดทำผิวก็จะกลับมาเกิดปัญหาเช่นเดิม
8. รู้สึกเจ็บขณะทำ ความ ร้อนที่ถูกส่งผ่านลงไปยังผิิว ทำให้รู้สึกเจ็บ ถึงแม้เลเซอร์บางชนิดจะมีการเป่าลมเย็น
แต่ก็ยังคงรู้สึกเจ็บอยู่ดี…