กระไดลิง มีดีมากกว่าเถาแห้ง

กระไดลิง เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ถั่วและอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ มีชื่อเรียกอื่นตามแต่ละท้องถิ่นว่า
มะลืมคำ (เชียงใหม่), กระไดวอก โชกนุ้ย (ชาวบน-ชัยภูมิ),เครือเสี้ยว (ไทใหญ่), บันไดลิง, ลางลิง เป็นต้น
โดยลักษณะของ กระไดลิง จัดเป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็งผลัดใบขนาดใหญ่ มีมือเกาะ มักขึ้นพาดพันตามเรือนยอดของต้นไม้อื่นไปได้ไกล
เถาแก่มีลักษณะแข็ง เหนียว แบน โค้งไปมาเป็นลอนสม่ำเสมอ ลักษณะเป็นขั้นๆ ดูคล้ายบันได จึงเรียกชื่อพรรณไม้ชนิดนี้ว่า“กระไดลิง”
ขณะที่ตามกิ่งอ่อนจะมีขนขึ้นประปราย ส่วนกิ่งแก่จะเกลี้ยงไม่มีขน มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย
ภูมิภาคอินโดจีน และอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วภาคของประเทศ ยกเว้นแค่ภาคใต้เท่านั้น
ส่วน ใบกระไดลิง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปพัด
ปลายใบแหลมหรือเว้ามากหรือน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-11 เซนติเมตร
เป็นรูปคล้ายหัวใจ ร่วงหล่นง่าย เพราะหูใบมีขนาดเล็กมากขยับมาที่ ดอกกระไดลิง ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง
ช่อดอกเป็นแบบช่อแยกแขนง ยาวประมาณ 12-25 เซนติเมตร มีขนขึ้นประปราย แตกแขนงน้อย
แต่ละแขนงจะมีดอกขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบดอกมี 5 กลีบ เป็นสีขาวอมเหลือง แยกจากกัน คล้ายรูปหัด
ด้าน ผลกระไดลิง ออกผลเป็นฝัก ฝักมีลักษณะแบน รูปรีหรือรูปไข่แกมรี ปลายฝักมน มีติ่งแหลมสั้น
ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ฝักแก่เป็นสีน้ำตาลแดง เมื่อแห้งจะแตกออก
ภายในมีเมล็ด 1-2 เมล็ด ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน
ซึ่งในประเทศไทย กระไดลิง เป็นพืชที่นิยมนำเถาแห้งที่คดงอไปมา ใช้ในงานประดิษฐ์หลายอย่าง เช่น ต้นไม้ประดิษฐ์, กรอบรูป หรือ
แกนของโคมไฟ ส่วนเปลือกของต้นกระไดลิงมีความเหนียว สามารถนำมาใช้แทนเชือกได้อย่างไรก็ตาม สรรพคุณของ กระไดลิง มีมากกว่าแค่ เถาแห้ง
หรือ เปลือก เพราะเถามีรสเบื่อเมา แก้พิษได้ทั้งปวง โดยกะจำนวนพอประมาณใช้ต้มกับน้ำดื่ม ได้ทั้งแก้พิษฝี แก้ไข้ตัวร้อน ขับเหงื่อ แก้ร้อนใน แก้ไข้เซื่องซึม แก้พิษโลหิต
แก้พิษไข้ทั้งปวง และเป็นยาแก้กระษัย โดยตำรายาพื้นบ้านทางภาคอีสานของไทย
จะใช้เถาหรือต้นนำมาต้มกับน้ำหรือฝนกับน้ำดื่มเป็นยาแก้บิด ขณะที่ในประเทศอินโดนีเซีย
จะนิยมใช้น้ำเลี้ยงหรือน้ำที่ตัดได้จากเถาหรือต้นสดที่ไหลซึมออกมา แล้วใช้ภาชนะรอง นำมาจิบกินบ่อยๆ
เพื่อเป็นยาบรรเทาอาการไอนอกจากนี้ เปลือกมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคผิวหนัง แก้ปวดข้อ
ใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำอาบเพื่อใช้เป็นยาคุมกำเนิด
แต่คนท้องห้ามใช้ เพราะอาจจะทำให้แท้งบุตรได้ส่วนรากมีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษต่างๆ,ใบมีสรรพคุณเป็นยาขับเหงื่อ แก้ไข้ตัวร้อน
และเมล็ดใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ไข้เซื่องซึมมีอาการหน้าหมองเนื่องมาจากพิษไข้ แก้ร้อนใน ช่วยขับเหงื่อ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *