มะระ ขมเป็นยา รักษาโรคสารพัด

มะระ จัดเป็นพันธุ์ไม้เลื้อยเขตร้อน
เป็นพืชผักอาหารที่อยู่คู่กับคนเอเชียมานาน โดยจะแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ นั่นคือ มะระขี้นก, มะระสองพี่น้อง, มะระย่างกุ้ง และ
มะระจีน ซึ่ง มะระจีน จะเป็นที่นิยมนำมารับประทานมากที่สุดอย่างไรก็ตาม ด้วยรสชาติที่ขมติดคอ ทำให้ มะระ
มักไม่เป็นที่นิยมรับประทานของเด็กทั่วไป และผู้ใหญ่บางราย
ทั้งแบบ ขี้นก ที่ขมเอาเป็นเอาตาย หรือจะแบบ จีนที่ยังพอสามารถเอามาผ่านกรรมวิธีเพื่อลดความขมลงได้
โดยวิธีลดความขมของมะระ
ก่อนนำไปประกอบอาหารให้นำมาแช่น้ำเกลือในอัตราส่วนเกลือ 1 ช้อนชา กับน้ำ 1 ลิตร โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
เสร็จแล้วให้เทน้ำทิ้ง แล้วนำมาแช่น้ำเปล่าอีกครั้งประมาณ 10 นาที ขณะเดียวกันเมื่อนำไปประกอบอาหารด้วยการทำต้มอย่างจืด
ไม่ควรจะเปิดฝาทิ้งไว้หรือคนบ่อยๆ เพราะจะทำให้มะระขมนั่นเองนอกจากนี้เรายังสามารถลดความขมได้ตั้งแต่เลือกซื้อมะระ
ให้เลือกซื้อที่หนามมีลักษณะอ่อนนิ่ม เพราะจะเป็นมะระอายุน้อยไม่ขมมากจนเกินไป
นอกจากนี้เรายังไม่ควรรับประทานมะระที่ผลสุก(ผลสุกจะมีสีแดง แตกต่างกับผลแก่สีเขียว)
เพราะอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เพราะมีสารซาโปนินซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย
และที่สำคัญไม่ว่าจะสุกหรือดิบก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากจนเกินไป เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
กระนั้นท่ามกลางรสชาติที่ขมติดคอมะระกลับเป็นพืชไทยแท้ที่มีสรรพคุณรักษาโรคแบบครอบจักรวาล
โดยเฉพาะที่มีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด มีฤทธิ์การต้านเชื้อ HIVหรือเชื้อเอดส์ และมีฤทธิ์ต้านทานมะเร็ง เรียกได้ว่าเจ๋งเป้ง
เท่านั้นไม่พอ หากนำใบมะระมาต้มดื่มยังสามารถช่วยแก้ไข้หวัด บำรุงน้ำดี ดับพิษฝี แก้ปากเปื่อย
แก้ตับม้ามพิการ แก้อักเสบ ฟกช้ำบวมและหากนำน้ำที่ต้มใบมะระมาใช้ทาภายนอก จะช่วยแก้ผิวแห้ง
ลดอาการระคายเคือง อักเสบส่วนคนที่เป็นงูสวัด ให้คั้นน้ำมะระผสมน้ำส้มสายชู
ทาบริเวณที่เป็น อาการจะดีขึ้นและหากกินติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่อง
จะสามารถลดอาการเบาหวานได้ อีกทั้งเมล็ดรสขมจัดยังช่วยขับพยาธิตัวกลม และรากที่ขมก็ให้ต้มดื่ม แก้ไข้
รักษาโรคริดสีดวงทวาร
ดังนั้น สำหรับผู้ที่เป็นสายรักสุขภาพ มะระ
ถือเป็นพืชผักที่จะขาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะในมะระ 1
ถ้วย ประกอบไปด้วย วิตามินเอ 9%, วิตามินบี 1 2%, วิตามินบี 2
2%, วิตามินบี 3 2%, วิตามินบี 5 2%, วิตามินบี 6 2%, วิตามินซี
130%, โฟเลต 17%, ธาตุแคลเซียม 2%, ธาตุเหล็ก 2%,
ธาตุแมกนีเซียม 4%, ธาตุฟอสฟอรัส 3%, ธาตุทองแดง 2% และ
ธาตุสังกะสี 5% รับประทานแต่พอเหมาะ รับรองอร่อยเหาะแน่นอน

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *