สุขภาพ

เตรียมอิ่มบุญ นับถอยหลังสู่เทศกาลกินเจ 9-17 ต.ค. นี้

ช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี
เป็นที่รู้กันดีว่าใกล้ถึงช่วงเวลาที่ร้านอาหารตามท้องถนนต่างๆ หลายๆ ร้าน
รวมไปถึงร้านสะดวกซื้อต้องเตรียมประดับธงสีเหลือง
อันเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลถือศีลกินเจ
ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมที่มีการปฏิบัติกันมายาวนาน
วันนี้เราจะมาทบทวนความหมายของเทศกาลนี้ให้ทุกคนได้รู้กัน

ความหมายของเทศกาลกินเจ
คำว่า “เจ” ในภาษาจีนทางพระพุทธศาสนา หมายถึง “อุโบสถ หรือการรักษาศีล 8”
ของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่จะมีการรักษาอุโบสถศีล
ไม่บริโภคอะไรหลังเที่ยงวันตามหลักศีล 8 ข้อ และไม่บริโภคเนื้อสัตว์
เพื่อเป็นการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ช่วงหลังจึงเรียกคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ว่า “กินเจ”
ไปด้วย

แต่อย่างไรก็ตามการกินเจไม่ใช่เพียงแต่งดเนื้อสัตว์ อาหาร
และเครื่องปรุงที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ แต่ยังรวมถึงการรักษาศีล
ประพฤติตัวเป็นคนดีทั้งกาย วาจา ใจ อีกด้วย

ช่วงเวลาเทศกาลกินเจ
ช่วงเทศกาลกินเจของทุกปี ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน
ตรงกับเดือน 11 หรือเดือนตุลาคมของไทย ตามปฏิทินสากล รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 9 วัน 9
คืน

เทศกาลกินเจ 2561 เริ่มวันไหน?
9-17 ตุลาคม 2561 สำหรับบางท่านอาจจะล้างท้องตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคมในมื้อเย็น
ก็สามารถทำได้

เหตุผลที่ต้องล้างท้อง
การล้างท้อง หมายถึง การเริ่มกินเจก่อนถึงวันเริ่มต้นเทศกาลจริง 1-2 วัน
เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสภาพ และทำความคุ้นเคยกับการกินเจได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง
สิ่งที่คนกินเจต้องงด นอกจากเนื้อสัตว์

  1. ผักที่มีกลิ่นฉุน 5 อย่าง ได้แก่ กระเทียม (ไม่ดีต่อหัวใจ), หอมใหญ่ แดง ขาว ต้นหอม
    (ไม่ดีต่อไต), หลักเกียว ผักของจีน มีลักษณะคล้ายกระเทียมโทน (ไม่ดีต่อม้าม), กุยช่าย
    (ไม่ดีต่อตับ) และ ใบยาสูบ (ไม่ดีต่อปอดเมื่อใช้สูบ)
    นอกจากนี้ผักชนิดไหนที่มีกลิ่นฉุนก็ไม่ควรทานระหว่างช่วงกินเจด้วย
  2. นม เนย น้ำมัน และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
  3. อาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นเค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด หรือเผ็ดจัด
  4. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  5. ใครที่กินเจจริงจัง ห้ามทานอาหารบนภาชนะที่ใช้ร่วมกับผู้ที่ไม่ได้กินเจ
    และต้องทานอาหารที่ปรุงจากคนที่กินเจด้วยกันเท่านั้น
    แม้ว่าการกินเจจะดูเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับคนที่ชอบทานเนื้อสัตว์เป็นประจำ
    แต่เราเชื่อว่าหากคุณได้ลองกินเจแล้ว นอกจากสุขภาพที่จะดีขึ้น
    ได้อิ่มบุญอิ่มใจจากการถือศีล ยังถือเป็นการฝึกวินัยทางหนึ่ง
    และยิ่งหากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วย คุณจะได้ผิวพรรณที่ดีขึ้น
    รูปร่างที่ดีขึ้น สำหรับใครที่ยังไม่เคยกินเจมาก่อน
    ปีนี้อาจเป็นโอกาสเหมาะในการเริ่มต้นสิ่งดีๆ ก็ได้
สุขภาพ

แป้งนั้น สำคัญไฉน?

แป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต เป็นหนึ่งในอาหาร 5 หมู่ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน
โดยคาร์โบไฮเดรตเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะแปลงเป็นน้ำตาลกลูโคส มีหน้าที่คอยให้พลังงานแก่ร่างกายไม่ว่าจะทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ยืน เดิน วิ่ง ทำงาน ออกกำลังกาย ทุกกิจกรรมล้วนแล้วแต่ต้องการพลังงานทั้งสิ้นดังนั้นหากร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ อาจทำให้เราขาดพลังงานในการทำกิจกรรมดังกล่าว ไม่เรี่ยวแรงสมองไม่แล่น เหนื่อยง่าย หรืออาจถึงขั้นโหยหิว มือสั่น อยากทานอะไรหวานๆ อาการคุ้นๆ ไหมใครที่หักดิบอดข้าวไปสักพักหลายคน อาจเคยมีอาการคล้ายๆ กันนี้มาแล้ว

อันตรายจากการขาดคาร์โบไฮเดรต

หากเราไม่ทานแป้ง หรือน้ำตาลเลย อะไรจะเกิดขึ้น? แน่นอนว่าอันดับแรกคือ
ร่างกายจะไม่มีเรี่ยวแรงในการทำกิจกรรมต่างๆ ขาดพลังงานในการดำรงชีวิต
ร่างกายอาจพยายามหาแหล่งพลังงานมาเผาผลาญแทนคาร์โบไฮเดรต โดยการดึงไขมัน และโปรตีนมาเผาผลาญแทนแต่ในเมื่อไขมัน และโปรตีนเป็นตัวที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ สร้างความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังหากโดนดึงมาเผาผลาญพลังงานแทนคาร์โบไฮเดรตอยู่เรื่อยๆ กล้ามเนื้อก็อาจจะลีบแบน ร่างกายซูบผอมผิวหนังเหี่ยวย่น

นอกจากนี้ เมื่อร่างกายขาดสารอาหารที่สำคัญไป ระบบการทำงานภายในก็จะเริ่มแปรปรวน ภูมิคุ้มกันเริ่มบกพร่องตับไตกระเพาะอาหารเริ่มทำงานผิดปกติ รวมไปถึงระบบโลหิต ต่อมน้ำเหลือง และอื่นๆจึงอาจเป็นช่วงอันตรายที่หลายโรครุมเร้าได้ง่าย เพราะร่างกายจะอ่อนแอ เชื้อแบคทีเรียและไวรัสอาจเข้ามาก่อโรคให้เราได้ง่ายยิ่งขึ้น

ทานแป้งเท่าไรต่อวัน ถึงจะพอดี?

สำหรับใครที่ยังอยากลดความอ้วน ลดน้ำหนัก อย่างปลอดภัย ไร้โรค
ยังคงต้องจำกัดปริมาณในการทานแป้งนั่นแหละถูกแล้ว แต่ไม่ควรงดทานเลย 100%
ควรทานให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เลืออกทานคาร์โบไฮเดรตที่ดีมีคุณภาพ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ และไม่มากเกินไปจนเหลือไปสะสมเป็นชั้นไขมันหนาๆ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

คาร์โบไฮเดรตที่แนะนำ คือ ข้าวที่ไม่ได้รับการขัดสี หรือขัดสีน้อย เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ขนมปังที่ไม่ฟอกขาวเช่น ขนมปังโฮลวีท รวมไปถึงผักผลไม้ที่มีรสหวานน้อย กากใยอาหารเยอะ อย่างมันเทศ ข้าวโพด ก็ยังทานได้และดีต่อร่างกาย แต่ควรควบคุมปริมาณไม่ให้มากจนเกินความจำเป็นต่อร่างกาย

คิดง่ายๆ คือใน 1 มื้อ ทานได้ 1 กำปั้นมือ ทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ มื้อเย็นจะลดแป้งลงอีกสักนิด และเพิ่มเนื้อสัตว์และผักผลไม้เข้ามาแทนก็ได้ แต่อย่าถึงกับงดทานแป้ง และน้ำตาลโดยสิ้นเชิง

แต่ถ้าต้องการที่จะลดปริมาณของคาร์โบไฮเดรตที่น่าจะส่งผลดีต่อร่างกาย คือ การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไปโดยเราไม่ควรบริโภคเกินวันละ 6 ช้อน เพราะร่างกายจะนำน้ำตาลไปใช้ไม่ทัน ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับทำให้ตับอักเสบ และเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดตับแข็งได้ รวมทั้งน้ำตาลที่เกินจะกลายเป็นไขมันที่สะสมอยู่ตามพุงของเรานั่นเอง

สิ่งสำคัญที่คนอยากผอมมักมองข้าม คือนอกจากการควบคุมปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละวันแล้วเราควรเผาผลาญพลังงานที่มีอยู่ออกไปด้วยการออกกำลังกาย ดังนั้นหากต้องออกกำลังกายร่างกายของเราจึงจำเป็นต้องมีพลังงานเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกินด้วย ใครทำได้ตามนี้รับรองว่านอกจากจะได้รูปร่างดีๆ กลับไปแล้ว ยังได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไร้โรคภัยเป็นของแถมไปด้วยแน่นอน…

สุขภาพ

อยากวิ่งบ้างเริ่มอย่างไรดี

ตอนนี้หันไปทางไหนก็มีแต่คนออกไปวิ่ง ทุกเสาร์อาทิตย์มีเทศกาลการจัดวิ่งเต็มไปหมด
ดูเหมือนว่าจะเป็นยุคที่คนหันมารักสุขภาพมากขึ้น
ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพราะว่าถ้าทุกคนหันมาออกกำลังกายร่างกายแข็งแรง ก็จะเจ็บป่วยได้ยากขึ้น
โรคภัยต่างๆที่มักมากับความอ้วนและสุขภาพที่ไม่แข็งแรงก็จะไม่ถามหา ทำให้ใช้ชีวิตทำงานได้อย่างเต็มที่
แถมยังเป็นการควบคุมน้ำหนักที่ยอดเยี่ยมทำให้น้ำหนักลดได้หุ่นที่ฟิตแอนด์เฟิร์มหันไปทางไหนก็มีแต่คนร้องว้าว
เพราะว่าหุ่นของคุณดีขึ้น แถมได้เจอกับโลกใหม่ๆสังคมใหม่ อ่านถึงตรงนี้คนที่ยังไม่เคยวิ่งคงอยากที่จะคิดเริ่มวิ่งแล้ว
วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการเริ่มต้นออกวิ่งว่าควรทำอย่างไร
อันดับแรก ต้องมั่นใจก่อนว่าร่างกายของตัวเองมีสุขภาพแข็งแรงดีพอ
เนื่องจากการออกกำลังกายด้วยการวิ่งระยะไกลนั้นแรงใจอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่แรงกายสภาพร่างกายต้องพร้อมด้วย
หากคุณเป็นคนที่สุขภาพไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัว แล้วจู่ๆ จะลุกขึ้นมาบู๊
วิ่งสู่ชีวิตใหม่ด้วยการไปมาราธอนเลยนั้นอาจจะทำให้ร่างกายบอบช้ำ
การฝึกซ้อมการวิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป และสม่ำเสมอ สามารถช่วยพัฒนาการวิ่งได้ ซึ่งระยะทาง
และระยะเวลาในการฝึกซ้อมนั้น จะขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อม และความแข็งแรงของร่างกายเป็นหลัก
แตกต่างไปตามแต่ละบุคคล ระยะเวลาการฝึกซ้อมวิ่งที่แนะนำ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์
อาจเป็นเป็นการเดิน หรือ วิ่ง วันละ 40-50 นาที 3-4 วันต่อสัปดาห์ หรือ หากวิ่งแล้วมีอาการเหนื่อยมาก พักแล้วไม่หาย
ให้ลดเวลาวิ่งลงเหลือ 75 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 30 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ก็ได้
การวิ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็ควรทำอย่างใจเย็น ไม่ต้องเร่ง หรือวิ่งให้เร็วตามใคร
ควรกำหนดการวิ่งให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง หากร่างกายไม่ไหวไม่ควรฝืน หากรู้สึกเหนื่อย, แน่นหน้าอก
หน้ามืด อ่อนแรง ควรหยุดพักก่อนอย่าฝืน
อย่าลืมอัพรูปลงโซเซี่ยลเยอะๆ เพราะไม่แน่ว่าคุณอาจจะที่จะได้เพื่อนมาร่วมวิ่งใหม่ด้วยก็ได้นะ
แล้วกิจกรรมของคุณจะสนุกขึ้นและไม่น่าเบื่ออีกต่อไป…

สุขภาพ

การศัลยกรรมกับนวัตกรรมในอนาคต

ในปัจจุบันความสวยความงามนั้นเป็นสิ่งที่ใครต่อใครก็ปรารถนาทุกคน
ต่างก็มีวิธีการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดูดีและสวยขึ้นที่แ
ตกต่างกัน และวิธีหนึ่งในนั้นก็คือ  การทำศัลยกรรม   ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างมากในปัจจุบัน
และมีการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ ทางเลือกดีๆออกมาให้ผู้ที่รักความสวยความงามได้เลือก
ศัลยกรรมคืออะไร?
ศัลยกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย รูปหน้าและรูปร่างให้เกิดความสมดุล สมบูรณ์
แข็งแรงและดูดีมากยิ่งขึ้นว่าเดิมด้วยกระบวนการทางแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉีดสาร การปลูกถ่าย
การดูดตามบริเวณส่วนต่างๆที่เราต้องการ ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดเสริมหน้าอก การฉีดโบท็อกซ์
การปลูกถ่ายเส้นผม รวมไปถึงการดูดไขมัน เป็นต้น
การศัลยกรรมในปัจจุบันมีอะไรบ้าง
ศัลยกรรมตา
แพทย์ไทยแผนปัจจุบันหลายท่านกลับจากการศึกษาจากประเทศยุโรปได้เริ่มให้ บริการทำตา 2
ชั้นในโรงพยาบาลใหญ่ๆ เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลภูมิพล,โรงพยาบาลจุฬาฯ
และเริ่มแพร่หลายไปสู่สถานพยาบาลต่างๆ มากมายหลากหลายกรรมวิธี
วิธี ที่ 1 วิธีเย็บ
โดยใช้ไหมเส้นโตขนาดใหญ่ประมาณเบอร์ 3 ศูนย์ ( เย็บผูกรัด ตรึงไว้ 7 วัน เพื่อกดให้เกิดเป็นตา 2 ชั้น
แล้วจึงตัดไหมออกจำเป็นต้องหยุดงานพักอยู่ที่บ้าน 1 สัปดาห์ วิธีนี้ทำกันมานานกว่า 30-40 ปี
โดยแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นมานานแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้เกิดตา 2 ชั้นคงทนอยู่เพียงชั่วคราว 1-3 ปี
ชั้นก็จะหลุดหมดในภายหลัง
วิธีที่ 2 เป็น
วิธีตัดและเย็บ โดยการกรีดหนังตาบนแล้วตัดหนังออกเป็นแผ่นแถบยาวๆ
หลังจากนั้นจึงทำการเย็บหนังตาให้ติดกับเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อตา โดยเย็บข้างละ 10-20 เข็ม และตัดไหมเมื่อครบ 5-7
วัน วิธีนี้แพร่หลายในยุโรป และสหรัฐอเมริกา แต่มีข้อเสียคือ แผลเป็นยาวมากและบวมช้ำมาก
จึงไม่เหมาะกับคนไทยหรือคนเอเชีย อีกประการหนึ่ง
หากทำวิธีนี้ถ้าตัดหนังมากเกินไปเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ตาแหก ตาปลิ้นโดยง่าย หรือกลางคืนนอนหลับ
แต่เปลือกตาปิดไม่สนิท อีกทั้งมีแผลเป็นยาวตั้งแต่หัวตาถึงหางตา ซึ่งจะติดตัวไปตลอดชีวิต
ไม่สามารถลบรอยแผลเป็นนี้ได้
วิธีที่ 3 เป็นวิธี กรีดหนังตาบน ให้เป็นแผลยาว โดยไม่ได้ตัดหนังออกแล้วจึงเย็บข้างละ 10-20 เข็ม
แล้วแต่ขนาดของแผล ผลลัพธ์ของวิธีนี้ก็เหมือนกับวิธีที่ 2 เพียงแต่ว่าหลับตาได้สนิทเมื่อนอนหลับ
วิธีที่ 4 วิธี เจาะและกำจัดไขมันวิธีนี้เหมาะสำหรับคนไทยหรือคนเอเชีย เพราะมีดวงตาขนาดเล็กและไขมันมาก
มีกรรมวิธีโดยเจาะหนังตาบนยาว 4-5 มิลลิเมตร เพื่อเอาไขมันออก แล้วล็อก หนังตาบนกับกล้ามเนื้อและพับ
ทำให้เกิดเป็นตา 2 ชั้น วิธีนี้จะเย็บ 3-5 เข็มเท่านั้น แผลขนาดเล็กสามารถไปทำงานได้ภายใน 2-3 วัน
มีการบวมช้ำน้อย หลับตาได้สนิทมีแผลเป็นน้อยมาก
ศัลยกรรมกราม
สำหรับการผ่าตัดกรามให้เล็กลงโดยทั่วไปมีด้วยกัน 2 วิธี ผู้มารับการรักษาจะต้องมาพบแพทย์เพื่อตรวจดู
โครงสร้างของกระดูกขากรรไกรเสียก่อน เช่น ความหนา ความสูง รวมถึงความสมดุลของกระดูก
เพื่อประเมินว่าควรตัดแต่งลดเหลี่ยมมุมของกระดูกมากน้อยแค่ไห
วิธีแรกเป็นการผ่าตัดภายนอกช่องปากโดยผ่านผิวหนังบริเวณมุมกรามโดยตรง
ส่วนอีกวิธีจะผ่าตัดในช่องปากโดยซ่อนแผลไว้บริเวณซอกเหงือกด้านหลังฟันซี่ สุดท้าย
แม้ว่าการผ่าตัดกรามจะช่วยแก้ไขรูปหน้าได้อย่างที่ต้องการ แต่กระนั้นก็ต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญจริงๆ
เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง
ถึงแม้ว่าการทำศัลยกรรมจะน่าสนใจและ เต็มไปด้วยข้อดีเท่าไหร่ก็ตามนั้น
แต่ถ้าหากไม่ควบคุมให้ดีนั้นก็สามารถส่งผลต่อสภาพจิตใจได้ หลายๆคนที่มักจะเกิดอาการเสพติดการทำศัลยกรรม
เนื่องจากไม่สามารถที่จะควบคุมความต้องการได้ จนกลายเป็นการเสพติดและปัญหารูปหน้าที่ตามมาหลายอย่าง
ดังนั้นถ้าหากคุณไม่อยากมีข้อผิดพลาดหรือผลเสียใดๆให้พิจารณาและเลือก
สถาบันศัลยกรรมที่ดีที่สุดให้กับตนเองและมีคุณภาพ…

5

แจ็คพ็อตสล็อตที่ไม่ใช่ออนไลน์

เมื่อคุณอยู่ในการค้นหาคูปองคาสิโนออนไลน์ใจกว้างสล็อตออนไลน์เป็นปกติวิธีที่จะ
ไป
อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องผิดปกติสำหรับนักล่าคพ็อตที่จะเบื่อหน่ายความเบื่อหน่ายใน
การหมุนวงล้อของเครื่องสล็อตค้นหาบางสิ่งที่โต้ตอบได้มากขึ้น
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงมีรางวัลโปรเกรสซีฟมากมายที่ไม่มีการเชื่อมโยงกับเกม
สล็อตรวมทั้งโป๊กเกอร์วีดิโอโป๊กเกอร์บิงโกและอื่น ๆ อีกมากมาย

โป๊กเกอร์วิดีโอโปรเกรสซีฟเป็นที่นิยมอย่างมากในโลกคาสิโนออนไลน์
เนื่องจากเกมเพลย์นั้นใช้งานได้ง่ายนักพัฒนาสามารถแนบพ็อตเตอร์โปรเกรสซีฟกับเ
กมเหล่านี้ได้ กฎของแจ๊คพ็อตแตกต่างกันไปในแต่ละรูปแบบของวิดีโอโป๊กเกอร์
แต่ตัวหารร่วมคือการจ่ายเงินรางวัลสูงสุดให้กับแจ๊คพ็อตโปรเกรสซีฟ
ไม่ว่าคุณจะเล่น Jacks or Better หรือ Deuces Wild
วิดีโอโปรเกรสซีฟโป๊กเกอร์แจ๊คพ็อตจะจ่ายเงินให้กับผู้เล่นที่เข้าชม Royal Flush
เสมอไป

นอกจากนี้คุณยังสามารถเล่นเกมตารางแบบก้าวหน้าเช่นกระบองและรูเล็ต
กฎสำหรับการชนะแจ็คพ็อตในเกมโปรเกรสซีฟประเภทนี้มีความเฉพาะเจาะจงมากแล
ะผู้เล่นจะต้องวางเดิมพันด้านแจ็คพ็อตเพื่อที่จะได้รับรางวัล
หากพวกเขามีคุณสมบัติบางอย่างเช่นนั้นสำหรับแจ๊คพ็อต
แต่ยังไม่ได้วางเดิมพันด้านข้างพวกเขาก็จะแพ้
ในรูเล็ตโปรเกรสซีฟแจ็คพ็อตจะได้รับรางวัลเมื่อมีการกดหมายเลขเดียวกันห้าครั้งติด
ต่อกัน
ในกระบองโปรเกรสซีฟแจ็คพ็อตจะได้รับเมื่อมีไพ่ใบแรกเป็นไพ่ใบแรกที่ทำแต้มสีแด
งสี่ใบหรือสี่เอซ

คุณจะพบว่าหลายเกมบิงโกมีการติดตั้งโปรเกรสซีฟแจ็คพ็อเช่นกัน
เกมเหล่านี้สะสมรางวัลจากค่าบัตรของผู้เล่นแต่ละคน
คพ็อตได้รับรางวัลสำหรับผู้เล่นที่ชนะ Full House ภายใน 20 สายแรก
ในบางกรณีมีคพ็อตในชุมชนซึ่งจะมอบรางวัลให้กับผู้เล่นคนอื่น ๆ
ทุกคนในเกมด้วยส่วนที่เล็กกว่าของรางวัลแจ๊คพ็อต

รางวัลชนะเลิศที่ไม่ดีเป็นเรื่องปกติในโลกโป๊กเกอร์ออนไลน์
ซึ่งแตกต่างจากรางวัลที่ได้รับความก้าวหน้าอื่น ๆ
รางวัลรางวัลเหล่านี้จะมอบให้กับผู้เล่นที่สูญเสีย หากคุณไม่คุ้นเคยกับ “จังหวะแย่”
นี่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเกมโป๊กเกอร์เมื่อผู้เล่นที่มีความคิดว่าเป็นมือที่ชนะ
(เช่นตรง) จะถูกมือดีกว่า (เช่น ล้าง)
รางวัลชนะเลิศที่ไม่ดีส่วนใหญ่จะได้รับเมื่อผู้เล่นที่มี 8 หรือมากกว่า 8
แห่งหรือมากกว่าถูกแพ้ด้วยมือที่ดีขึ้น
ผู้แพ้จะชนะรางวัลคพ็อตโปรเกรสซีฟและผู้เล่นอื่น ๆ ทั้งหมดที่ได้รับรางวัลส่วนหนึ่ง

แทบทุกเกมคาสิโนมีรูปแบบคพ็อตโปรเกรสซีฟ
สำหรับรายชื่อเกมโป๊กเกอร์และโปรเกรสซีฟตารางเกมที่ดีที่สุดและข้อมูลเกี่ยวกับวิธีก
ารรับเงินรางวัลเหล่านี้ไปที่ Jackpot ที่น่าสนใจ…

สุขภาพ

ปรับพฤติกรรมการนอนเยียวยาสุขภาพ

ไม่ว่จะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ ต่างก็ต้องการ การพักผ่อนที่เพียงพอเท่านั้น
แต่หลายคนรู้อย่างนี้แล้ว ก็ยังนอนหลับไม่พอ จาก
ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิต พบว่า คนไทยถึง 30-40% นอนหลับไม่เพียงพอ และมีจำนวน 10%
ที่มีปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ส่งผลให้กระบวนการคิดวิเคราะห์และประสิทธิภาพของการทำงานลดลงถึง 3 เท่า
อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน
โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงโรคซึมเศร้าได้
เพราะฉะนั้น ปีใหม่นี้ใครที่คิดจะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง แทนที่จะตั้งเป้าหมายยากๆ หรือผิดหวังกับเป้าหมายเดิมๆ ซ้ำๆ
อย่างการออกกำลังกาย ไปวิ่งทุกวันหยุด หรือควบคุมอาหาร ลองเปลี่ยนวิธีหันมาสำรวจพฤติกรรมตัวเอง
แล้วเริ่มต้นดูแลตัวเองด้วยวิธีที่ง่ายกว่านั้น ด้วยการปรับนิสัยการนอน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวให้ถูกสุขลักษณะ
ตั้งแต่พฤติกรรมการนอน และท่านอนที่ถูกต้อง
ใครก็รู้ว่า ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงแล้ว
สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือปัญหาผิวแห้ง มีถุงใต้ตาดำในระยะยาว
และถ้ายิ่งนอนน้อยติดต่อกันอาจส่งผลถึงความสัมพันธ์
เรื่องของฮอร์โมนบางตัวที่ไปกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำมันบริเวณผิวหน้ามากขึ้น
ก็จะทำให้เป็นสิวง่าย รวมถึงโกรทฮอร์โมน ที่มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูร่างกายในขณะหลับ หากเราพักผ่อนได้ไม่เต็มที่
การทำงานของโกรทฮอร์โมนก็จะไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้า และมีปัญหาผิวพรรณตามมาในที่สุด
อย่างไรก็ตาม นอกจากการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว
สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามก็คือการเลือกปลอกหมอนที่ควรทำจากผ้าคอตตอน เพราะสามารถระบายอากาศได้ดี
หรืออาจเป็นผ้าไหมที่มีผิวสัมผัสนุ่มลื่นไม่เสียดสีกับผิวหน้า
การนอนที่มีคุณภาพนั้นเกิดจากการวางตัวของกระดูกสันหลังในแนวสมดุล
และปริมาณแรงกดทับจากที่นอนที่เหมาะสมต่อกล้ามเนื้อ รวมถึงท่านอนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่งผลให้เรานอนหลับตลอดทั้งคืนได้อย่างมีคุณภาพ และส่งเสริมให้สมอง จิตใจ และร่างกายได้รับการชาร์จแบต จริงๆ
แล้วไม่มีท่านอนไหนที่ดีที่สุด เพียงแต่เราต้องรู้ว่าตัวเองนอนท่าไหนแล้วหลับสบาย
จากนั้นควรเลือกเครื่องนอนที่ตอบรับกับสรีระและท่านอนของตัวเอง อย่างคนที่ชอบนอนหงายก็ต้องหาเตียงที่มีความแน่นพอดี
ทำให้หัว ไหล่ สะโพก เข่าด้านข้าง และตาตุ่มอยู่ในแนวเส้นตรง หรือใกล้เคียงกับแนวเส้นตรงมากที่สุดแค่เท่านี้…

สุขภาพ

สระผมหลายครั้ง “ผมร่วง” จริงหรือ ?

ในบางคนขณะอาบน้ำก็จะมีการสระผมทุกครั้ง บางคนก็วันเว้นวัน ทุกวัน สองวันครั้ง 
หรืออาทิตย์ละครั้งบ้าง แต่จะมีในกลุ่มผู้หญิงบางกลุ่มที่ชอบสระผมทุกครั้งเวลาอาบน้ำ 
ไม่ว่าจะอาบตอนเช้าก็สระ อาบตอนเย็นก็สระ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีเหงื่อออกมาก ผมสั้น 
ก็เลยเลือกที่จะสระหลายครั้ง และก็การสระที่บ่อยครั้งนั้นจะมีปัญหาอะไรบ้างหรือไม่
สระผมหลายครั้งทำให้ผมร่วง จริงหรือไม่? ถ้าหากใน 24 ชั่วโมงพวกเรามีผมหลุดร่วงมากกว่า 30-70 เส้นนั้น 
จัดว่า “ผมร่วงมากผิดปกติ” ซึ่งมีหลายคนที่รู้สึกว่า บางทีอาจจะสระผมบ่อย 
ก็เลยทำให้ผมร่วงมากยิ่งกว่าคนอื่นหรือถ้าหากพวกเราไม่ได้สระผมเป็นระยะเวลาที่นาน 
อาจจะเป็นผลให้พวกเรามีหนังศีรษะมัน ไปจนถึงมันมากๆจะมีผลให้พวกเรามีผมร่วงมากกว่า 200 เส้น แ
ต่นี่นับว่ายังธรรมดาอยู่ ดังนั้นการที่พวกเราสระผมบ่อยมากนั้น จะก่อให้ผมร่วงเยอะขึ้นเรื่อยๆ 
รวมทั้งหนังหัวที่แห้งจนเกินไป จนถึงเป็นสาเหตุของการเกิดรังแค หรือหนังศีรษะมันมากยิ่งขึ้น 
เนื่องจากว่าถ้าหากว่าหนังศีรษะของพวกเราแห้งจนเกินไปก็จะก่อให้ต้องผลิตน้ำมันออกมาเคลือบหนังศีรษะใหม่

แนะนำการสระผม
1. เลี่ยงการสระผมทุกวัน (ยกเว้นหากทำกิจกรรมต่างๆมาทำให้มีเหงื่อออกมาก) 
หรือจะสระวันเว้นวัน นั้นเป็นสิ่งที่พอเหมาะที่สุด
2. เลี่ยงการสระผมด้วยน้ำร้อน หรือน้ำอุ่น 
เนื่องมาจากจะมีผลให้หนังศีรษะแห้ง แล้วก็บางครั้งอาจจะส่งผลไม่ถึงผม ทำให้ผมแตกปลายได้
3. หลังจากการสระผมเสร็จแล้ว ควรหาผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมอย่างครีมนวดผม 
โดยจะเน้นย้ำที่ปลายผมเสียมากกว่า ไม่ต้องบำรุงที่โคนผม 
เพราะว่าโคนผมนั้นมีน้ำมันตามธรรมชาติหล่อเลี้ยงที่โคนผมอยู่แล้ว
4. สำหรับใครที่มีผมที่มันมาก บางทีก็อาจจะสระทุกวันก็ได้ แม้กระนั้นไม่สมควรสระเกินวันละ 1 ครั้ง
5. ควรที่จะทำการเลือกใช้แชมพูที่ไม่มีสารซัลเฟต (Sulphates) 
ซึ่งสารตัวนี้นั้นจะก่อให้มีฟองมากยิ่งขึ้น ซึ่งสารดังที่กล่าวผ่านมาแล้วบางทีก็อาจจะทำลายเส้นผม และก็ทำให้หนังศีรษะแห้งได้…

สุขภาพ

สิ่งที่ควรปฏิบัติในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

สิ่งที่ควรปฏิบัติในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ
สวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน
ไม่ทำให้ร่างกายอับชื้น
ควรงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เนื่องจากส่งผลให้ระบบภูมิต้านทานโรคในร่างกายต่ำลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ลดหวาน มัน เค็ม
และปรุงอาหารให้สุกก่อนการบริโภค
ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม
ฝรั่ง มะละกอสุก สับปะรด
ล้างมือด้วยน้ำสบู่ หรือเจลทำความสะอาดทุกครั้ง หลังจากทำกิจกรรมต่างๆ
ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
เพราะจะทำให้ร่างแข็งแรงต้านทานต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้ เช่นการเดิน การวิ่ง
การปั่นจักรยาน หรือการเล่นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย
30 นาที
หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือคลุกคลีกับผู้ป่วย รวมทั้งไม่ใช้สิ่งของรวมกับผู้ป่วย เช่น จาน
ช้อนส้อม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ และถ้ามีผู้ป่วยในบ้าน
ควรให้ปิดปากด้วยหน้ากากอนามัย เวลาไอ หรือจาม
หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนแออัดอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
เพราะอาจติดเชื้อโรคกลับมาได้ โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
มีประกันสุขภาพติดตัวไว้ กันไว้ดีกว่าแก้ หากเจ็บป่วย…

สุขภาพ

โรคจิตหลงผิด คิดไปเองแบบนี้ ต้องพบแพทย์

โรคจิตหลงผิด คือ การมีความเชื่อ หรือความนึกคิดไม่ตรงกับเรื่องจริง 
เรียกว่า อาการหลงผิด (delusion) ตั้งแต่ เรื่องนานตั้งแต่ เดือนขึ้นไป 
โดยอาการหลงผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ ระแวงว่าตนถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกปองร้าย 
ผูกเรื่องเชื่อมโยงไปในแนวทางเดียวกัน ส่วนใหญ่ไม่พบว่ามีประสาทหลอน เช่น หูแว่ว 
ผู้ป่วยมักจะยังคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ ยกเว้นบางกิจกรรมที่เกี่ยวกับความหลงผิด เช่น
ถ้าเกิดหลงผิดว่าเพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้งก็อาจจะขอลาออกจากที่ทำงาน ทั้งๆ
ที่ยังทำงานด้านนั้นได้ตามปกติ ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจจะไม่รู้ตัวว่ามีอาการหลงผิด 
ญาติหรือผู้ใกล้ชิดจึงควรดูอาการแล้วก็แนะนำให้มารักษา เพื่อให้ผู้ป่วยปรับตัวและอยู่ในสังคมได้

ประเภทของโรคจิตหลงผิด สามารถแบ่งออกเป็น
*
หลงผิดว่าบุคคลอื่นมาหลงรักตนเอง โดยบุคคลนั้นมักเป็นคนที่มีความสำคัญหรือมีชื่อเสียง (Erotomanic Type)
*
มั่นใจว่าตัวเองมีความรู้เหนือกว่าคนอื่นๆ มีความหยั่งรู้พิเศษ (Grandiose Type)
*
หลงผิดมีความคิดว่าคู่ครองของตนนอกใจ (Jealous Type)
*
ระแวงว่าตนเองถูกกลั่นแกล้ง สะกดรอย หมายเอาชีวิต (Persecutory Type)
*
หลงผิดเกี่ยวกับร่างกายของตนเอง เช่น บางส่วนของร่างกายผิดรูปร่าง หรือ อวัยวะไม่ทำงาน (Somatic Type)

ผลกระทบของโรคจิตหลงผิด
โดยธรรมดาจะกระทบถึงการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เช่นการระแวงว่าตนเองถูกกลั่นแกล้ง 
สะกดรอย หมายเอาชีวิต อาจก่อให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมแยกตัวออกจากสังคม 
เพราะว่าไม่ต้องการที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้น ต่อมาจะส่งผลกระทบต่อการทำงานและคุณภาพชีวิตได้ 
ถ้าหากเป็นอาการหลงผิดคิดว่าคู่ชีวิตของตัวเองนอกใจ อาจจะทำให้มีการทำร้ายคู่รักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดปัญหาภายในครอบครัวในที่สุด

สุขภาพ

โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก คุณผู้ชายระวังไว้

มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคที่เจอเป็นอันดับ ของเพศชายไทย 
และก็ยังพบว่ามีอัตราผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าว เพิ่มขึ้นทุกปี
จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีการเสี่ยง 
โดยมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ที่จำนวนร้อยละ 16.72
ส่วนเพศชายที่แก่ประมาณ 60 ปี มีโอกาสตรวจเจอโรคมะเร็งต่อมลูกหมากร้อยละ 50-60
โดยความเสี่ยงของโรคเพิ่มขึ้นตามอายุที่มาขึ้น และบางทีอาจมากถึงจำนวนร้อยละ 80 ในเพศชายที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป
จากการศึกษาพบว่าประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย 
มีอัตราการป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าประชากรในแถบยุโรป แอฟริกัน รวมทั้งอเมริกัน 
แต่ว่าที่น่าสนใจคือในเมืองใหญ่ของทวีปเอเชียกลับพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังเช่นว่า จีน ประเทศญี่ปุ่น กรุงเทพฯ ประเทศฮ่องกง ฯลฯ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากคืออะไร
1.
อายุที่เพิ่มสูงมากขึ้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 
พบได้มากในเพศชายอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนเพศชายที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี เจอผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้น้อยกว่า
2.
จากการศึกษารายงานพบว่าผู้ที่ทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์
ไขมันสัตว์มากนั้นมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสูง 
จากการสำรวจประชากรประเทศญี่ปุ่นที่ทานอาหารจำพวกถั่ว ปลา 
จะพบมะเร็งต่อมลูกหมากในอัตราที่ต่ำ แต่เมื่อศึกษาประชากรญี่ปุ่นที่มีการอพยพไปอยู่ที่ซานฟรานซิสโก 
ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือแอฟริกัน กลับป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสูงเทียบเท่ากับคนยุโรปและก็แอฟริกัน 
ทั้งๆที่แต่งงานกับชาวญี่ปุ่นด้วยกัน
3.
เปรียบเทียบระหว่างประชากรที่ได้รับแสงแดดตลอดปีกับประชาชนทั่วโลก 
พบว่าประชากรที่ได้รับแสงแดดตลอดปีมีอัตราการป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่า 
ก็เลยมีการตั้งสมมติฐานว่าอาจเกี่ยวกับวิตามินดีที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
4.
พันธุกรรมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แน่นอนของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก 
พบว่าหากในครอบครัวใดมีพ่อและพี่ชายเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก 
น้องชายในครอบครัวนั้นมีการเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคด้วย