5 เทคนิคทานเจอย่างไรถึงไม่อ้วน

เทศกาลทานเจเป็นเทศกาลที่จะเกิดขึ้นทุกๆปี ในตอนเดือนตุลาคม เป็นเทศกาลที่ทุกคนจะได้ทำบุญทำทาน เพราะว่าพวกเราจะไม่กินอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์เลย ซึ่งหลาย
คนก็กังวลใจว่าจะน้ำหนักเพิ่มขึ้น เหตุเพราะอาหารเจส่วนมากทำจากแป้ง หยุดความรู้สึกกลุ้มอกกลุ้มใจนั้นไว้ เพราะเหตุว่าวันนี้พวกเรามีกลเม็ดสำหรับการทานเจอย่างไรให้ไม่อ้วนมาฝากกัน จะมีเทคนิคอะไรบ้างไปดูพร้อมเลย
1. 
เลือกกินข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี ของกินชนิด ข้าวซ้อมมือ ลูกเดื่อย ขนมปังโฮลวีท และก็เมล็ดพืชต่างๆเนื่องจากเป็นของกินที่มีใยอาหารสูงก็เลยช่วยทำให้อิ่มท้องได้นาน
2. 
เลือกทานชนิดผักใบเขียว ควรที่จะทำการเลือกทานผักที่เป็นใบมากยิ่งกว่าผักที่เป็นหัว ด้วยเหตุว่าผักที่เป็นใบมีจำนวนคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าผักที่เป็นหัว ก็เลยทำให้น้ำหนักไม่ขึ้นง่ายๆ
3. 
เลือกรับประทานอาหารชนิดนึ่ง ต้ม รวมทั้งตุ๋น เลี่ยงการกินอาหารที่ทำโดยการผัดแล้วก็ทอด ด้วยเหตุว่าของกินที่ทำด้วยการผัดแล้วก็ทอดมีจำนวนน้ำมันและก็เครื่องปรุงสูง
4. 
ทานหวานให้ลดน้อยลง ควรจะหลีกเสี่ยงของกินดัดแปลงต่างๆเป็นต้นว่า เปาะเปี๊ยะ เผือกทอด เต้าหู้ทอด ของหวานอบ เบเกอรี่ต่างๆแล้วก็ของกินที่ทำมาคล้ายกับของกินธรรมดา เนื่องจากของกินพวกนั้นทำจากแป้ง 
เมื่อพวกเราทานเข้าไปมากแล้วร่างกายไม่ได้นำไปใช้งานก็จะกลายเป็นไขมันไปสะสมอยู่ตามร่างกายนั้นเอง
5. 
ไม่ควรกินอาหารที่มีรสจัด จริงๆไม่ว่าจะทานเจหรือไม่ทานเจ พวกเราก็ไม่สมควรกินอาหารที่มีรสจัด เนื่องจากของกินรสจัดต่างๆทั้ง หวาน เผ็ด เปรี้ยว หรือเค็ม 
ล้วนแล้วแต่เป็นของกินที่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย รวมทั้งที่สำคัญข้อบังคับนี้ถูกตามหลักโภชนาการด้านการแพทย์ด้วย
สำหรับใครที่ทานเจก็อย่าลืมนำเทคนิคพวกนี้ไปประยุกต์กันได้ นอกเหนือจากที่จะช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรงแล้วยังได้บุญอีกต่างหาก ส่วนใครที่ยังไม่เคยทดลองทานเจก็สามารถทดลองทานได้ รับประกันว่าคุณจะชอบใจ

อร่อยอย่างไร ให้ไม่ทำร้ายสุขภาพ กับหลากวิธีกินของหวานให้ไม่อ้วน

ขึ้นชื่อว่าของหวาน เชื่อว่าใครหลายๆ คนโดยเฉพาะผู้หญิงคงชื่นชอบมันเป็นอย่างมากอยู่แล้ว
แต่ก็ทราบกันดีว่ามันทำให้อ้วนดังนั้นจะมีวิธีรับประทานมันอย่างไรดีให้ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพแบบนั้น
ก่อนอื่นเลยสำหรับใครก็ตามที่ชื่นชอบขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจ
ต้องทานหลังอาหารเป็นประจำทุกมื้อ ให้ลองพยายามปรับการบริโภคให้น้อยลงมา
เช่นเหลือแค่วันละมื้อ หรือว่า 1-2 วันต่อมื้อก็จะเป็นเรื่องดี
เพราะการที่เราทานของหวานอยู่บ่อยๆ ร่างกายของเราก็จะต้องการความหวาน
แต่ถ้าเกิดว่าลดลงไปสักระยะ ให้ร่างกายได้คุ้นชิน
บางทีความอยากของหวานก็อาจจะลดลงไปอย่างเห็นได้ชัดเลยก็ได้
สำหรับการทานของหวานให้ไม่อ้วน
อย่างแรกเลยก็ควรต้องรู้ปริมาณแคลอรี่ในของหวานชิ้นนั้นๆ ก่อน
ถ้าหากว่าเป็นขนมซองหรือขนมห่อต่างๆ
มันสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วที่ข้อมูลโภชนาการที่ระบุเอาไว้บนบรรจุภัณฑ์
แต่ในกรณีที่เป็นขนมที่เสิร์ฟตามร้าน ไม่ได้ระบุเอาไว้ ก็ให้ลองศึกษาเพิ่มเติมกันดูเอาเอง
ให้เน้นขนมที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบให้น้อยที่สุดเข้าไว้จะเป็นเรื่องดี
สำหรับขนมที่มีส่วนผสมของน้ำตาลหรือว่าครีม ให้เรากำจัดบางส่วนออกไป
เพราะว่ามันจะลดพลังงานที่ร่างกายจะได้รับไปพอสมควร
นอกเหนือไปจากนี้แล้วการรับประทานขนมต่างๆ
โดยที่ลดปริมาณลงก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดี อย่างเช่นถ้าปกติแล้วเราจะทานเค้ก 1 ชิ้น,
ขนมปัง 1 แผ่น หรือว่าไอศกรีม 1 สกู๊ป ให้ลดลงมาเหลืออย่างละครึ่ง
หรือจะให้ดีเหลือแค่หนึ่งใน 3 หรือว่าหนึ่งใน 4 เลยก็ได้
นี่ก็จะช่วยลดแคลอรี่ได้มาก แถมยังได้ชิมขนมหวานต่างๆ
ได้อย่างครบถ้วนอีกด้วย ส่วนที่เหลือก็เก็บเอาไว้สำหรับมื้อหน้าก็ยังได้
การรับประทานอาหารมื้ออื่นๆ ระหว่างวัน
ถ้าเป็นไปได้ก็ให้งดแป้งและน้ำตาลไปด้วยก็ดี
โดยมื้อเช้าให้เน้นไปที่ผักและอาหารประเภทโปรตีนไปเลยก็ได้
ขณะที่ช่วงเวลาระหว่างวันก็ให้ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆ
จะช่วยให้ร่างกายของเราไม่หิวมากจนเกินไป
สำหรับใครก็ตามที่ไม่ขี้เกียจจนเกินไป
และคิดว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดีสำหรับชีวิต แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็อย่าได้ขาด
หลังจากที่ทานขนมหวานกันเสร็จแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ เช่นสัก 15 นาที
ก็ออกไปเดินเล่นสัก 10 นาที เพื่อให้ร่างกายได้ย่อย
และไม่ให้ไขมันมาสะสมที่หน้าท้อง, ต้นขา หรือว่าสะโพก
จากนั้นเมื่อมีเวลาว่างหลังทานของหวานนั้นไปแล้วสัก 5 ชั่วโมง
ให้หาโอกาสออกกำลังกายสัก 30 นาที
เพื่อกำจัดน้ำตาลและแป้งที่ร่างกายเราได้รับ
ก่อนที่มันจะแปรสภาพเป็นไขมันไปอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเรา
นี่แหละคือหลากหลายวิธีที่จะช่วยให้การกินของหวานไม่ทำให้เราอ้วนเกินความจำเป็น ลองนำไปปรับใช้กันดูได้เลย…

หลังจากออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ ควรรับประทานอะไรดี

การออกกำลังกายมีข้อดีหลายอย่างกับตัวเรา
แต่ทุกอย่างที่ทำมาอาจพังได้ถ้าเรารับประทานอาหารหลังออกกำลังกายไม่ถูกต้อง
เรามาดูกันดีกว่าว่าควรต้องทานอะไรกันดีถึงจะเหมาะสม

ก่อนอื่นเลยต้องยอมรับกันก่อนว่าการออกกำลังกายนั้นจะทำให้เราหิวอย่างแน่นอ
น มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะว่าร่างกายสูญเสียพลังงาน
บางคนที่ต้องการลดน้ำหนักอาจจะคิดว่าการรับประทานอาหารหลังออกกำลังกายเ
ป็นสิ่งไม่จำเป็น นั่นคือความคิดที่ผิด เราจำเป็นต้องรับประทานอาหาร
แต่ก็ควรทำให้มันถูกต้อง

สิ่งแรกที่ต้องนึกถึงหลังออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ ก็คือการเติมน้ำให้กับร่างกาย
ระหว่างออกกำลังกายเราจะสูญเสียน้ำไปมาก ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดก็คือน้ำเปล่า
แต่อย่าได้รีบดื่มเข้าไปแบบอึกใหญ่เลยล่ะ ให้ค่อยๆ จิบไปเรื่อยๆ
เพื่อรักษาสมดุลในร่างกายก็พอแล้ว
ไม่แน่ว่าถ้าดื่มน้ำเข้าไปจนเพียงพอต่อความต้องการ
ความหิวของเราก็อาจจะลดลงไปด้วย

อาหารที่ให้พลังงานคาร์โบไฮเดรตก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายหลังออกกำลังกายเ
สร็จใหม่ๆ ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดก็คงเป็นขนมปังโฮลวีท
เราควรรับประทานเข้าไปเพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เราหักโหมออกกำ
ลังกายออกไป ขณะที่กล้วยหอมก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ
เพราะมีทั้งคาร์โบไฮเดรต มีทั้งโปรตีน รวมไปถึงวิตามินซีอีกด้วย
การรับประทานกล้วยหอมจะช่วยให้ร่างกายของเราสดชื่นขึ้น
แถมยังอิ่มท้องไม่ต้องทนหิวอีกด้วย

อาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่เหมาะสมในการรับประทานก็มีเนื้อหมูที่ไม่ติดมัน
หรือว่าจะเป็นอกไก่ก็ได้ สิ่งต่างๆ
เหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนอย่างพอเพียง
โดยที่ไม่ไปเพิ่มไขมันในร่างกายของเรา
และก็แน่นอนว่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์แบบนี้

เมื่อรับประทานเข้าไปก็ย่อมอิ่มท้องอยู่แล้ว
เป็นทางเลือกที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้เลย

ขณะเดียวกันก็มีอาหารหลากหลายประเภทที่เราควรหลีกเลี่ยงด้วย
หลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ
เราอาจจะมีความหิวแต่ก็อย่าให้มันมาครอบงำจนทำให้เราเผลอไปทานอาหารประ
เภทฟาสต์ฟู้ด, ขนมขบเคี้ยว หรือว่าขนมหวานต่างๆ
เพราะจะทำให้สิ่งที่เราออกกำลังกายกันมาแทบไร้ความหมายไปเลย
พยายามหลีกเลี่ยงเข้าไว้จะเป็นดีที่สุด

นี่ก็คือคำแนะนำสำหรับอาหารที่ควรรับประทานหลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จใหม่
ๆ ซึ่งก็เชื่อว่าน่าจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับคนรักสุขภาพ
ซึ่งไม่อยากให้การออกกำลังกายนั้นสูญเปล่า
การรับประทานอาหารให้ถูกต้องนี่แหละคือหนึ่งในกุญแจสำคัญ
ลองนำไปปรับใช้แล้วสุขภาพจะดีขึ้นมาเอง…

ใบบัวบก พกไว้ไม่ช้ำใจ

บัวบก หรือชื่อท้องถิ่น ผักหนอก (ภาคเหนือ) และ ผักแว่น(ภาคใต้) จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดในแถบเอเชีย
เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีกลิ่นฉุน มีรสขมหวาน มีฤทธิ์เป็นยาเย็นและมีสรรพคุณเด่นในการช่วยแก้ช้ำใน
อย่างไรก็ตาม บัวบก ไม่ได้มีดีแค่การแก้ช้ำในเพราะยังมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคหลายชนิด อาทิเช่น โรคลมชัก
โรคผิวหนัง ท้องเสีย ท้องอืด แผลในกระเพาะอาหารมีฤทธิ์กล่อมประสาท ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ
ช่วยลดความอ่อนล้าของสมอง เป็นต้น
นอกจากนี้ บัวบกยังมีสารชนิดหนึ่งซึ่งช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง สมานแผล
ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นและยังสามารถระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดหนอง เกิดสิวอักเสบ ด้วย
วิธีการรักษาสิวด้วย บัวบก ก็แค่นำบัวบกไปล้างให้สะอาด 3-5 ต้น แล้วนำมาปั่นให้ละเอียด ผสมน้ำเล็กน้อยแล้วนำมาพอกหน้า
จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด รักษาควบคู่ไปกับการทานบัวบกจะทำให้ผิวหน้าฟื้นฟูได้ไวยิ่งขึ้น
ส่วนวิธีทำน้ำบัวบกควรเลือกใช้ใบบัวบกที่แก่กว่ากินเป็นผักสดโดยใช้ทั้งรากนำมาล้างน้ำทำความสะอาด ตัดเป็น 2-3 ท่อน
ก่อนนำมาบด คั้นน้ำแรกโดยผสมน้ำกับใบบัวบกที่บดแล้วนำกากที่เหลือมาคั้นน้ำที่สอง
เพื่อให้ได้ตัวยาสมุนไพรที่ยังเหลืออยู่จากนั้นกรองน้ำบัวบกด้วยผ้าขาวบาง
หลังกรองจะมีกากให้ทิ้งไป ให้รินเฉพาะน้ำส่วนใสๆ มาดื่มหรือจะเพิ่มน้ำเชื่อมที่ทำมาจากน้ำต้มใบเตย
จะทำให้น้ำบัวบกอร่อยมากขึ้น โดยน้ำบัวบกต้องคั้นใหม่ๆจากใบสดๆ และไม่ควรเก็บน้ำที่คั้นได้ไว้นาน
หรือควรแช่เย็นเก็บไว้กระนั้นแม้ บัวบก จะมีสรรพคุณหลากหลาย
แต่การรับประทานควรพิจารณาพื้นฐานของร่างกายอย่ามองแต่สรรพคุณเพียงอย่างเดียว
เพราะบัวบกไม่เหมาะกับคนที่มีภาวะเย็นพร่อง หรือขี้หนาวท้องอืดบ่อยๆ ใครเป็นดังที่บอก Say No จากบัวบกได้เลย
อีกทั้งการรับประทานบัวบกในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุลได้ เพราะเป็นยาเย็นจัด
แต่ถ้ารับประทานในขนาดที่พอดีจะไม่มีโทษต่อร่างกายและได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งให้เต็มที่แค่วันละ 50 มิลลิตร
ส่วนใครที่กินบัวบกเป็นผักจิ้มครั้งละ 10-20 ใบต่อสัปดาห์ไม่ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ถ้ากินติดต่อกัน 10 วัน
อาจจะเป็นพิษต่อร่างกายได้ และไม่ควรเก็บบัวบกมาแค่ใบเพราะจะทำให้ได้ตัวยาสมุนไพรมาไม่ครบให้ถอนมาทั้งต้นและราก
เพราะในส่วนของรากบัวบกจะมีตัวยาสมุนไพรอยู่ด้วยและไม่ควรนำใบบักบกไปตากแดดเพื่อทำให้แห้ง
เพราะจะทำให้สูญเสียตัวยาสมุนไพรซึ่งอยู่ในน้ำมันหอมระเหยได้โดยให้ผึ่งลมตากไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก เมื่อแห้งแล้ว
ให้นำมาใส่ขวดปิดฝาให้สนิทป้องกันความชื้น…

แนะนำอาหารเสริมคุมน้ำหนักปลอดภัย

อาหารเสริมถือเป็นตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนักให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
เหมาะสำหรับผู้ที่มีสไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบไม่มีเวลาดูแลตัวเองซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมองข้าม
ดังนั้นการรับประทานอาหารเสริมจึงเป็นทางเลือกที่ดี
ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายแบบครบถ้วน
โดยปัจจุบันนั้นมีอาหารเสริมเพื่อช่วยในการคุมน้ำหนักออกมามากมาย
หลายยี่ห้อ ซึ่งในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภคควรที่จะตรวจสอบให้ดีเสียก่อน
อันดับแรกคือเรื่องของการรับรองจากคณะกรรมการองค์กรอาหารและยา
เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าใช้แล้วปลอดภัยอย่างแน่นอน
วันนี้เราจะมาแนะนำอาหารเสริมที่ช่วยสำหรับการคุมน้ำหนักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐานมากฝากกัน
1. Amado S Garcinia
อาหารเสริมสำหรับการลดน้ำหนัก
มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ 100%
ด้วยคุณค่าจากสารสกัดของผลส้มแขก ที่มีสาร HCA
หรือสารไฮดรอกซีซิตริกแอสิดอยู่เป็นจำนวนมาก
ซึ่งสารที่ว่านี้เป็นสารที่มีคุณสมบัติที่ดีในการเข้าไปสกัดและยับยั้งการสะสมของไขมันส่วนเกินในร่างกาย
และยังช่วยทำให้รู้สึกอิ่มไว้รับประทานอาหารได้น้อยลง
ซึ่งสาเหตุมาจาก ผงบุกทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้นการทานอาหารจุกจิกน้อยลง
2. Itcha Slim
อาหารเสริมสำหรับลดน้ำหนักได้มาจากการสกัดเมล็ดกาแฟไม่คั่ว
ผงสัปปะรส และสารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล
มีส่วนช่วยในการปรับระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้นอีกทั้งยังช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น
โดยไม่ใช้สารกดประสาทที่ทำให้เป็นอันตรายเพราะมีส่วนผสมจากไฮเลี่ยมฮัสก์
ซึ่งมีคุณสมบัติในการพองตัวสูงเมื่อแช่กับน้ำจะช่วยให้พองตัวได้ถึง 25
เท่า นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วย สารสกัดจากธรรมชาติ 9
ชนิดที่ดักจับไขมันที่เข้ามาในร่างกายกระตุ้นการเผาผลาญและส่งเสริม
การสร้างกล้ามเนื้อช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับมากยิ่งขึ้น
และยังช่วยในการปรับสมดุลของร่างกายระบบขับถ่ายดีขึ้น
3.Block 4 Slim by Giffarine
อาหารเสริมสำหรับควบคุมน้ำหนักจาแบรนด์ดังที่เราคุ้นหูกันอยู่แล้วอย่าง Giffarine
ที่รับได้รับการการันตีคุณภาพและมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน
โดยเจ้าตัวนี้มีส่วนประกอบที่สกัดมาจากธรรมชาติอย่างถั่วขาว,
ถั่วเหลือง ช่วยให้ดูดซึมน้ำตาลได้เป็นอย่างดี
ทำให้ร่างกายไม่มีการสะสมไขมัน
และยังช่วยปรับในเรื่องของระบบเผาผลาญของร่างกายและขับถ่ายด้วย
4.Denim Plus
อาหารเสริมควบคุมน้ำหนักที่มาในรูปแบบแคปซูล
ทำให้รับประทานง่าย สกัดมาจากธรรมชาติอย่างต้นตะบองเพชรอินเดีย
ไคโตซาน เมล็ดกาแฟเขียว ถั่วขาว
ที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการลดการดูดซึมแป้ง น้ำตาล และไขมัน
ไม่ให้เข้าไปสะสมในร่างกาย
ช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวกพร้อมกับมีการรับรองจาก 3 สถาบันอย่าง
“อย”, “ฮาลาล” และ “GMP
5.Garcinia Plus+ Natual Code
อาหารเสริมสำหรับควบคุมน้ำหนักจาก Natual Code
ที่ทำออกมาในรูปแบบของแคปซูล
ซึ่งจะอุดมไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติอย่าง อย่างส้มแขก และ มังคุด
มีสรรพคุณที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายดึงไขมันเก่าที่มีการสะสมอยู่มาใช้
และหยุดการสะสมของไขมันใหม่
ช่วยในการกระตุ้นการขับถ่ายให้เกิดการขับถ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
แถมยังมีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหารไม่มีส่วนผสมจากคาแฟอีน
และได้รับการรับรองจาก อย. และ GMP…

ทานผลไม้อะไรช่วยลดความอ้วนได้ดี

การดูแลสุขภาพนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ
เพราะโรคภัยนั้นพร้อมที่จะมาเยือนคุณได้เสมอ เมื่อล้มป่วยแล้ว
เงินทองที่หามาได้ ไม่อาจจะซื้อชีวิตของคุณได้เช่นเดียวกัน
ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าหลายคนหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพกันมา
กขึ้น
ถ้าพูดถึงการรักสุขภาพสิ่งแรกที่นึกออกคือการลดน้ำหนัก
แต่จริงๆ แล้วจุดประสงค์ไม่ใช่แค่น้ำหนักตัวอย่างเดียว
แต่เป็นการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงมากกว่า
และแน่นอนตัวช่วยที่จะทำให้คุณสุขภาพแข็งแรง
นั้นคือการรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์

ซึ่งผลไม้คืออาหารหลักที่เข้ามาทดแทนการทานขนมหรือของหวาน
วันนี้เราจะมาแนะนำผลไม้ที่ช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนักได้ดีจะ
มีอะไรบ้างไปดูกัน
1.มะละกอ
มะละกอสุขเป็นผลไม้ที่ทานได้ง่าย และยังหาได้ไม่ยากอีกด้วย
สำหรับมะละกอนั้นเต็มไปด้วยสารเบต้าเคโรทีน
พร้อมกับมีไฟเบอร์หรือใยอาหารสูง ทำให้ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย
แถมยังป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย
2.ฝรั่ง
ฝรั่งจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน
ประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งแร่ธาตุ วิตามิน,
ไฟเบอร์สูงอีกด้วย ในฝรั่ง 1 ลูกนั้นให้พลังแคลอรี่แค่เพียง 45
กิโลแคลอรี่เท่านั้น มีสรรพคุณช่วยในเรื่องการลดน้ำหนัก
เพิ่มระดับไขมันดีในร่างกาย ระบบไหลเวียนในร่างกายไม่ติดขัด

ทำให้หัวใจแข็งแรง ออกกำลังกายได้เต็มที่
นอกจากนี้ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
3.แอปเปิ้ล
แอปเปิ้ล คือผลไม้ที่อุดุมไปด้วยวิตามินมากมาย หลากหลายชนิด
สามารถทานเป็นของว่างได้เหมือนกับผลไม้ชนิดอื่นๆ
โดยเฉพาะแอปเปิ้ลเขียว
ที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการควบคุมน้ำหนักลดอาการหิวบ่อย
หิวตลอดเวลา และยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย
ดักจับคอเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
4.สัปปะรด
สัปปะรดเป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยเอนไซม์และเส้นใยอาหาร
ส่วนสามารถช่วยในเรื่องกระบวนการย่ออาหารทำให้ขับถ่ายได้ดี
พร้อมกับมีวิตามินซีสูงอีกด้วย นอกจากนี้ว่ากันว่า สัปปะรด
นั้นมีส่วนช่วยไม่ให้พุงโต ต้องหามาทานแล้วล่ะ
5.แก้วมังกร
แก้วมังกร ผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง
แน่นอนว่าจะช่วยในเรื่องของการขับถ่าย
และกำจัดไขมันเสียในร่างกาย
พร้อมกับทำให้รู้สึกอิ่มท้องเมื่อทานเข้าไป โดย แก้วมังกร 1 ลูก
นั้นมีพลังงาน 66 กิโลแคลอรี่
ทำให้เหมาะสมสำหรับคนที่กำลังลดความอ้วน
6.กล้วย

ถ้าพูดถึงกล้วยหลายคนอาจจะกลัวว่าเพราะเจ้าผลไม้ชนิดนี้ขึ้นชื่อในเรื่
องของการให้พลังงานอยู่แล้ว

แต่ทว่ากล้วยนั้นอุดุมไปด้วยสารอาหารมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
คนที่ลดน้ำหนักออกกำลังกายหนักๆ
กล้วยก็เข้าไปช่วยในเรื่องของการบำรุงกล้ามเนื้อไม่ให้อ่อนล้าได้ด้วยเ
ช่นกัน…

มะระ ขมเป็นยา รักษาโรคสารพัด

มะระ จัดเป็นพันธุ์ไม้เลื้อยเขตร้อน
เป็นพืชผักอาหารที่อยู่คู่กับคนเอเชียมานาน โดยจะแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ นั่นคือ มะระขี้นก, มะระสองพี่น้อง, มะระย่างกุ้ง และ
มะระจีน ซึ่ง มะระจีน จะเป็นที่นิยมนำมารับประทานมากที่สุดอย่างไรก็ตาม ด้วยรสชาติที่ขมติดคอ ทำให้ มะระ
มักไม่เป็นที่นิยมรับประทานของเด็กทั่วไป และผู้ใหญ่บางราย
ทั้งแบบ ขี้นก ที่ขมเอาเป็นเอาตาย หรือจะแบบ จีนที่ยังพอสามารถเอามาผ่านกรรมวิธีเพื่อลดความขมลงได้
โดยวิธีลดความขมของมะระ
ก่อนนำไปประกอบอาหารให้นำมาแช่น้ำเกลือในอัตราส่วนเกลือ 1 ช้อนชา กับน้ำ 1 ลิตร โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
เสร็จแล้วให้เทน้ำทิ้ง แล้วนำมาแช่น้ำเปล่าอีกครั้งประมาณ 10 นาที ขณะเดียวกันเมื่อนำไปประกอบอาหารด้วยการทำต้มอย่างจืด
ไม่ควรจะเปิดฝาทิ้งไว้หรือคนบ่อยๆ เพราะจะทำให้มะระขมนั่นเองนอกจากนี้เรายังสามารถลดความขมได้ตั้งแต่เลือกซื้อมะระ
ให้เลือกซื้อที่หนามมีลักษณะอ่อนนิ่ม เพราะจะเป็นมะระอายุน้อยไม่ขมมากจนเกินไป
นอกจากนี้เรายังไม่ควรรับประทานมะระที่ผลสุก(ผลสุกจะมีสีแดง แตกต่างกับผลแก่สีเขียว)
เพราะอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เพราะมีสารซาโปนินซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย
และที่สำคัญไม่ว่าจะสุกหรือดิบก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากจนเกินไป เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
กระนั้นท่ามกลางรสชาติที่ขมติดคอมะระกลับเป็นพืชไทยแท้ที่มีสรรพคุณรักษาโรคแบบครอบจักรวาล
โดยเฉพาะที่มีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด มีฤทธิ์การต้านเชื้อ HIVหรือเชื้อเอดส์ และมีฤทธิ์ต้านทานมะเร็ง เรียกได้ว่าเจ๋งเป้ง
เท่านั้นไม่พอ หากนำใบมะระมาต้มดื่มยังสามารถช่วยแก้ไข้หวัด บำรุงน้ำดี ดับพิษฝี แก้ปากเปื่อย
แก้ตับม้ามพิการ แก้อักเสบ ฟกช้ำบวมและหากนำน้ำที่ต้มใบมะระมาใช้ทาภายนอก จะช่วยแก้ผิวแห้ง
ลดอาการระคายเคือง อักเสบส่วนคนที่เป็นงูสวัด ให้คั้นน้ำมะระผสมน้ำส้มสายชู
ทาบริเวณที่เป็น อาการจะดีขึ้นและหากกินติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่อง
จะสามารถลดอาการเบาหวานได้ อีกทั้งเมล็ดรสขมจัดยังช่วยขับพยาธิตัวกลม และรากที่ขมก็ให้ต้มดื่ม แก้ไข้
รักษาโรคริดสีดวงทวาร
ดังนั้น สำหรับผู้ที่เป็นสายรักสุขภาพ มะระ
ถือเป็นพืชผักที่จะขาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะในมะระ 1
ถ้วย ประกอบไปด้วย วิตามินเอ 9%, วิตามินบี 1 2%, วิตามินบี 2
2%, วิตามินบี 3 2%, วิตามินบี 5 2%, วิตามินบี 6 2%, วิตามินซี
130%, โฟเลต 17%, ธาตุแคลเซียม 2%, ธาตุเหล็ก 2%,
ธาตุแมกนีเซียม 4%, ธาตุฟอสฟอรัส 3%, ธาตุทองแดง 2% และ
ธาตุสังกะสี 5% รับประทานแต่พอเหมาะ รับรองอร่อยเหาะแน่นอน…

อาหารบำรุง เพื่อคนนอนน้อย ดูบอล ดูซีรี่ส์ ต้องอ่าน!

หากคุณมีเหตุจำเป็นให้ต้องนอนดึกหรือนอนน้อย จนรู้สึกอ่อนเพลีย
อย่าปล่อยให้อาการแบบนี้เกิดกับคุณนานๆ เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพอนั้น
เปรียบเสมือนเป็นการตัดช่วงเวลาในการทำการซ่อมแซมและสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง
ๆ ของร่างกายให้น้อยลง แต่ไม่ต้องห่วง ถ้ารู้จักอาหารมาบำรุงกัน ก็จะดีขึ้นได้
เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับวันใหม่ เราไปดูกันเลย
1. เนื้อปลา ไก่ ไข่ เต้าหู้และถั่วเหลือง
คนนอนดึกมักมีสมองที่เหนื่อยล้าจึงต้องการสารอาหารจำเป็นเข้าไปช่วย
และสารอาหารที่ว่านี้ก็คือ โคลีน ซึ่งมีมากในเนื้อไก่ ไข่ ไข่แดง ถั่วเหลือง และเต้าหู้
เมื่อได้รับสารอาหารไปบำรุง สมองก็จะเกิดความตื่นตัวขึ้นในตามที่พักผ่อนน้อยๆ
2. ผักและผลไม้
การรับประทานผักสดและน้ำผลไม้คั้นสดๆ ช่วยเพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี
เนื่องจากผักและผลไม้จะมีวิตามินซีและวิตามินบีอยู่พอสมควร
อีกทั้งยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของต่อมไพเนียล
ที่เมื่อร่างกายไม่ได้พักผ่อนจะเกิดการเสื่อมประสิทธิภาพ
3. ข้าวกล้องงอกและธัญพืช
ในข้าวกล้องงอกและธัญพืชจะมีสารกาบ้า ที่ร่างกายต้องการ
ในยามที่ร่างกายได้พักผ่อนน้อยๆ กาบ้าจะเข้าไปช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นนอกจากนี้
วิตามินบีที่อยู่ในอาหารเหล่านี้จะยิ่งช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทและสมองตื่นตัวดีขึ้น
4. น้ำ
การดื่มน้ำเปล่ามีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าที่คุณคิด
เพราะน้ำจะเข้าไปช่วยให้ปริมาณออกซิเจนในร่างกายเพิ่มขึ้น
ทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น
แต่น้ำที่จิบในระหว่างวันนี้ควรต้องเป็นน้ำในอุณหภูมิห้อง
เพราะร่างกายจะดูดซึมไปไหลเวียนในเลือดได้ง่ายกว่าน้ำเย็น
5. น้ำใบบัวบก
เพราะการนอนไม่พอบ่อย ๆ อาจทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการอักเสบตามบริเวณต่างๆ
ได้ง่ายขึ้น ซึ่งน้ำใบบัวบกจะเข้าไปช่วยลดความเสี่ยงอาการอักเสบเหล่านี้ได้ ดังนั้น
หากใครนอนน้อยนอนไม่หลับติดต่อกันหลายๆ วัน ให้มองหาน้ำใบบัวบกคั้นสดๆ ได้เลย
6. ถั่วชนิดต่าง ๆ
ในวันที่คุณนอนน้อย นอนไม่พอแบบนี้ ลองหาถั่วมานั่งกินเล่น
เพราะถั่วนั้นอุดมไปด้วยโปรตีนและแร่ธาตุค่อนข้างสูง แถมยังมีโพแทสเซียม
ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมองอีกด้วย
อาหารที่เราได้แนะนำไปนั้น สามารถช่วยได้ในทางอ้อม ทางที่ดีที่สุด
ก็ควรที่จะพักผ่อนให้ครบวันละ 7-8 ชั่วโมง กินอาหารที่เป็นประโยชน์ ครบ 5 หมู่
และอย่าลืมออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง…

ข้อดีของการดื่มชา ประโยชน์ที่ส่งผลถึงสุขภาพผู้ดื่ม

ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานหลายพันปี
ซึ่งมันมีประโยชน์สารพัดมาก
ใครที่ยังไม่เคยรู้ว่ามันส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างไรก็ควรจะศึกษากันเอาไว้

การดื่มชาในช่วงอากาศร้อนนั้นจะช่วยให้ร่างกายของเราสดชื่น
ด้วยสารในใบชาที่มีชื่อว่าโพลีฟีนอล, กรดอะมิโน รวมไปถึงคาร์โบไฮเดรต
ซึ่งสารเหล่านี้เมื่อไปทำปฏิกิริยากับน้ำลายของเรา
มันก็จะช่วยให้ความร้อนส่วนเกินในร่างกายนั้นกระจายออกไป
จนทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นมานั่นเอง

ชายังช่วยให้ผู้ดื่มมีสุขภาพแข็งแรงอีกด้วย
เนื่องจากชาจะช่วยขับสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
ทำให้ร่างกายของเรากระปรี้กระเปร่า ชะลอความชราได้ดียิ่งนัก
ขณะที่ระบบประสาทก็จะทำงานได้ดีจากสารกาเฟอีนในใบชา
ซึ่งจะช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตนั้นทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งระบบหมุนเวียนโลหิตที่ทำงานดีขึ้นนั้นก็จะช่วยให้ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเ
ส้นเลือดหัวใจตีบด้วย เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายขึ้น
อาการกล้ามเนื้อหัวใสขาดเลือดก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงมาก

การดื่มชาเป็นประจำจะช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันในร่างกายสะสมมากเกินไปจนกลา
ยเป็นส่วนเกิน
ขณะที่ชาเขียวนั้นถ้าหากว่าดื่มเป็นประจำก็จะช่วยให้ระดับของคอเลสเทอรอลในเ
ลือดนั้นลดน้อยลงได้อีกด้วย

นอกเหนือจากการบริโภคแล้ว ใบชาก็ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย
โดยเฉพาะการดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์
โดยคนโบราณนั้นมักจะนำเอาใบชาใส่ลงไปในโลงศพ
เพื่อให้กลิ่นเหม็นจากศพนั้นลดน้อยลงไป

แม้ว่าจะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้
แต่การบริโภคชาก็มีข้อที่ควรระวังด้วยเช่นกัน
เพราะหากว่าดื่มมากจนเกินไปก็อาจจะทำให้นอนไม่หลับ, นอนหลับยาก
หรืออาจเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังไปเลยก็ได้
เพราะว่าชานั้นมีสารกาเฟอีนที่จะกระตุ้นประสาท ทำให้ร่างกายตื่นตัว
และไม่ง่วงนอน จึงควรดื่มแต่พอดีๆ
และควรเลี่ยงการดื่มชาในช่วงเวลาที่ใกล้จะเข้านอน

สำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านหัวใจ รวมถึงความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา
เพราะว่าสารกาเฟอีนในชานั้นจะทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วขึ้น
ทำให้หลอดเลือดนั้นหดตัว
เลือดอาจจะไปเลี้ยงสมองไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่มากอย่างที่ร่างกายต้องการ
ขาดความสม่ำเสมอ จนกลายเป็นผลเสียไป

อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วชาก็ยังถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่มากด้วยประโยชน์อยู่ดี
มันอยู่ที่คนดื่มว่าจะควบคุมปริมาณอย่างไร
เพราะโดยทั่วไปแล้วคนเราไม่ควรได้รับสารกาเฟอีนมากไปกว่าวันละ 200
มิลลิกรัม ซึ่งเทียบแล้วก็เท่ากับชาประมาณ 5 ถ้วย ถ้ามีความพอดี
ประโยชน์จากชาจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ดังนั้นใครที่ชอบดื่มชาอยู่แล้วก็ขอให้มีความสุขกับการดื่มชากันต่อไป
ขอให้ได้รับประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่…

6 วิธีดูแลผิวรอบดวงตา ไม่อยากเป็นแพนต้า ต้องอ่าน!

ผิวรอบดวงตา ถือเป็นส่วนของผิวหน้าที่มีความบอบบาง หากไม่ดูแลให้ดี
ก็อาจเจอปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวรอบดวงตาดำคล้ำ รอยตีนกา
และรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร วันนี้เราจะมาแชร์วิธีดูแลผิวรอบดวงตาในแบบง่ายๆมาฝากกัน
1. หมั่นทาครีมบำรุงผิวรอบดวงตา
การใช้ ครีมบำรุงผิวรอบดวงตา ทุกวัน เป็นวิธีที่สามารถช่วยคุณได้
เพราะในตัวผลิตภัณฑ์จะมีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ที่คอยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว
และยังมีส่วนผสมจากธรรมชาติอื่นๆ ที่มีส่วนกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
รวมถึงอีลาสติน ช่วยลดริ้วรอยให้ลดลงไปจากเดิม ผิวรอบดวงตาก็จะได้รับความชุ่มชื้น
และห่างไกลจากปัญหารอยตีนกาอย่างได้ผลมากขึ้น
2. ใช้มันฝรั่งลดอาการอักเสบ
ล้างมันฝรั่งให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นบางๆ แล้วนำไปแช่ไว้ในตู้เย็น
จากนั้นนำมาวางไว้บนดวงตาทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ทำทุกวัน วันละ 2
ครั้ง เช้าเย็น ริ้วรอย และความหมองคล้ำรอบดวงตาจะค่อยๆ จางลง ที่สำคัญ
อย่าลืมล้างหน้าให้สะอาดเรียบร้อย และทาครีมบำรุงผิวรอบดวงตาตามภายหลัง
เพื่อป้องกันอาการระคายเคืองผิว
3. ใช้แตงกวาเพิ่มความชุ่มชื้น
นำผลแตงกวามาล้างให้สะอาด แล้วนำมาหั่นเป็นแว่นบางๆ 2 ชิ้น
นำมาปิดทับบนเปลือกตา ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วเอาออก ทำเป็นประจำทุกวัน
สารที่อยู่ในแตงกวาจะทำให้ผิวรอบดวงตามีความชุ่มชื้น
และช่วยลดรอยเหี่ยวย่นใต้ตาได้
4. ใช้มะเขือเทศคืนความสดใสให้ผิวรอบดวงตา
ให้มะเขือเทศหั่นแนวขวาง แล้วนำมาวางไว้บนเปลือกตาสองข้าง ทิ้งไว้ประมาณ 10นาที
แล้วล้างให้สะอาดจะช่วย ลดถุงใต้ตา แก้ตาดำคล้ำ และช่วยกระตุ้นผิวให้สดใสได้
เพราะมะเขือเทศเป็นแหล่งของวิตามินเอและซี โดยกรด AHA
จากธรรมชาติที่จะช่วยกระตุ้นผิวให้กระจ่างใสขึ้น
5. เลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ระคายเคือง
ผิวรอบดวงตามีความบอบบางเป็นอย่างมาก และไวต่อสารเคมี ดังนั้น
คุณควรพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมี โดยเฉพาะผิวรอบดวงตา ไม่ว่าจะเป็น สบู่อาบน้ำ
โลชั่น ครีมบำรุงผิวหน้า และเมคอัพ เพราะอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้
และเมื่อใช้บ่อยๆ ก็จะทำให้ผิวรอบดวงตาแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น
และเป็นปัญหาริ้วรอยก่อนวัยที่จะตามมา
6. ปกป้องผิวรอบดวงตาจากรังสี UV
ทุกคนรู้ดีถึงฤทธิ์ของแสงแดดบ้านเรา ที่นอกจากจะทำร้ายผิวกายได้แล้ว
ยังทำให้ผิวรอบดวงตาคล้ำ และเกิดริ้วรอยตามมาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องปกป้องผิวบริเวณนี้ ด้วยการสวมแว่นตากันแดด
ที่สามารถป้องกันรังสี UV จากผิวหนังรอบดวงตาได้ นอกจากนี้อาจเลือกสวมหมวก
หรือกางร่มตอนออกจากบ้านด้วยจะดีที่สุด…